ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น


ให้นักเรียนค้นคว้า หาความรู้ เกี่ยวกับภูมิปัญหาท้องถิ่น แล้วโพส เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปัน

Categories: สังคม ศาสนา วัฒนธรรม | Tags: | 51 ความเห็น

เมนูนำทางเรื่อง

หนึ่งความคิดบน “ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  1. ด.ญ.เรไร นามคำ

    ขนมจ็อก
    อาหารหวานของทางภาคเหนือ และถือเป็นของหวานที่เป็นขนมยอดนิยม ทำกันทุกบ้านในเวลาเทศกาลโดยเฉพาะ สงกรานต์ หรือเทศกาลเข้าพรรษา เดือนยี่เป็ง เวลาไปทำบุญที่วัด เราจะพบเห็นขนมพื้นบ้านที่ทุกบ้านจะนิยมทำ คือ “ขนมจ๊อก” คำว่า “จ๊อก” เป็นคำกริยาที่หมายถึง การทำสิ่งของให้มีลักษณะเป็นคล้ายๆ กระจุก มียอดแหลม คือ การห่อขนมเทียนของทางภาค กลางนั่นเอง ขนมจ๊อกของภาคเหนือดั้งเดิมนิยมทำไส้หวานจากมะพร้าวเท่านั้น ไม่นิยมทำไส้ถั่วหรือไส้เค็มเลย
    เครื่องปรุง
    แป้งข้าวเหนียว ๕ ถ้วยตวง
    น้ำ ๓ ถ้วยตวง
    เกลือป่น ๑ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
    วิธีทำ
    ๑. นวดแป้งโดยใส่น้ำทีละน้อย ขณะที่กำลังนวดใส่เกลือป่นลงไปด้วย นวดจนกระทั่งแป้งนิ่ม เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดฝา หรือใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำพอหมาดคลุมไว้ (จะใช้หัวกะทิสำหรับนวดก็ได้)
    ๒. ใส่มะพร้าวกับน้ำตาลปีบลงในกะทะหรือหม้อ ตั้งไฟกลาง คนไปจนกระทั่งเหนียวปั้นได้ ยกลง
    ๓. ปั้นไส้เป็นก้อนกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑/๒ นิ้ว
    ๔. นำแป้งมาปั้นให้กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้ว แผ่ออก นำไส้ขนมที่ปั้นไว้มาใส่ตรงกลาง แล้วห่อแป้งหุ้ม ไส้ขนมให้มิดห่อด้วยใบตองที่เตรียมไว้
    ๕. เรียงขนมที่ห่อเรียบร้อยแล้ว ลงในลังถึง นึ่งไฟกลางประมาณ ๓๕ นาที พอสุกยกลง

  2. ด.ช.ปฏิภาณ นิติธาดาธรรม

    พิธีไหว้เจ้าที่ควาย

    ช่วงเวลา โดยปรกติจะประกอบพิธีกรรมปีละ ๒ ครั้ง คือ ตอนลงนาและตอนจากนา
    ความสำคัญ
    ไหว้เจ้าที่ควายเป็นพิธีกรรมที่เกิดจากปัญหาของชาวบ้าน เช่น โจรผู้ร้ายขโมยควาย บางทีก็ต้อนไปหมดทั้งฝูง หรือไม่ก็ประสบกับปัญหาโรคระบาดและภัยจากอื่น ๆ เช่น สัตว์ร้ายจำพวกเสือ เป็นต้น เจ้าของควายจึงหันไปพึ่ง “เจ้าที่” ให้ช่วยปกปักรักษา คือจะทำพิธีไหว้เจ้าที่ เพื่อขอความคุ้มครองให้ฝูงควายของตน ทั้งนี้เนื่องจากสมัยก่อนจังหวัดกระบี่เลี้ยงควายมากจนถึงกับส่งไปขายต่างประเทศ และเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบสังคม

    พิธีกรรม
    ในแต่ละหมู่บ้านจะมีหมอเซ่นไหว้เจ้าที่อยู่สองสามคน มีการสืบทอดต่อกันไปเรื่อยจากรุ่นบรรพบุรุษมาถึงลูกหลาน เล่ากันว่าหมอรุ่นก่อนที่ตายไปแล้ววิญญาณจะกลายเป็น “นายหมรูน หรือนายหมุน” มีหน้าที่รับใช้เจ้าที่ชั้นสูงขึ้นไป (ภาษาท้องถิ่นเรียกเจ้าที่ขั้นสูงว่า “พ่อตา”)
    ในพิธีกรรมไหว้เจ้าที่ควาย ชาวบ้านจะจัดทำร้านกำมะลอสูงจากพื้นดินประมาณ ๑ ฟุต ขนาดกว้างยาวประมาณ ๓ ฟุต บนร้านปูใบตองตั้งเครื่องเซ่น เช่น ไก่ต้ม เหล้า ข้าว น้ำหมากพลู บุหรี่ มีบันไดเล็ก ๆ พาดลงจากร้าน บนพื้นดินหน้าร้านปูใบตองจัดวางเครื่องเซ่น เช่นกัน วางไส้ไก่ เลือด ขน พร้อมข้าวสุก ไว้สำหรับผีหรือเจ้าที่ที่ไม่สามารถขึ้นกินบนร้านได้ หมอจะเริ่มพิธีที่ริมคอกควายอ่านคำสัสดีเชิญครู เสร็จแล้วหมอจะพูดทำนองบอกเจ้าที่ว่าวันนี้จะทำพิธีไหว้ครูควาย ขอให้มารักษาด้วย โดยจะออกชื่อบรรดานายหมรุนต่าง ๆ ตามสายของตน จากนั้นจะเชิญเจ้าที่ชั้นผู้ใหญ่ (พ่อตา) โดยออกชื่อเจ้าที่เหล่านั้น ๓ จบ พร้อมจุ่มเหล้าชะโลมตัวไก่ต้ม เสร็จแล้วหยุดเว้นระยะนั่งเฝ้าดู กะว่าเจ้าที่กินเสร็จแล้ว ก็เซ่นไหว้พวกผีชั้นต่ำ แล้วจึงทำพิธีส่งเจ้าที่และ
    ผีทั้งหลาย

    สาระ
    การไหวเจ้าที่ควาย มีวัตถุประสงค์เพื่อความสบายใจของผู้ไหว้ว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปจะไม่มีปัญหาอุปสรรคในการทำมาหากิน เพราะได้ไหว้เจ้าที่เพื่อความคุ้มครองแล้ว นับเป็นจิตวิทยาที่สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี

  3. ด.ช.พัชรพงษ์ หารพงดง

    ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ
    ช่วงเวลา เทศกาลสารทไทยตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐

    ความสำคัญ
    ประเพณีอุ้มพระดำน้ำเป็นประเพณีที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เกิดจากความเชื่อเกี่ยวกับอภินิหารของพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองคือพระพุทธมหาธรรมราชา ซึ่งคนหาปลาสองสามีภรรยาทอดแหได้ที่วังเกาะระสารในบริเวณลุ่มน้ำป่าสักในเขตตัวเมืองเพชรบูรณ์ จึงนำไปไว้ที่วัดไตรภูมิ เมื่อถึงเทศกาลสารทพระพุทธรูปองค์นี้จะหายไปและชาวบ้านจะพบมาเล่นน้ำที่บริเวณที่ค้นพบเดิม ดังนั้นในเทศกาลทำบุญสารทหลังจากทำบุญเสร็จแล้วจะมีพิธีอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาลงริ้วขบวนเรือไปสรงน้ำที่วังเกาะระสาร แต่ปัจจุบันนำมาทำพิธีที่ท่าน้ำของวัดโบสถ์ชนะมารในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐

    พิธีกรรม/กิจกรรม
    ๑. จัดให้มีการตั้งศาลเพียงตาแล้วอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชามาประทับ ทำพิธีสวดคาถา โดยพราหมณ์ผู้ทำพิธีนุ่งขาวห่มขาวแล้วอัญเชิญขึ้นบนบุษบกให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชาและมีงานฉลองสมโภช
    ๒. จัดให้มีพิธีอุ้มพระดำน้ำในตอนเช้าหลังทำบุญสารทโดยมีขบวนเรือแห่ นำไปโดยผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อถึงบริเวณวัดโบสถ์ชนะมาร เจ้าเมืองพร้อมข้าราชบริพารจะอุ้มพระลงดำน้ำ โดยหันหน้าองค์พระไปทิศเหนือ ๓ ครั้ง ทิศใต้ ๓ ครั้ง ชาวบ้านจะโปรยข้าวตอก ดอกไม้และข้าวต้มกลีบ เมื่อดำน้ำเสร็จชาวบ้านจะตักน้ำรดศีรษะและรดกันเองเพื่อเป็นสิริมงคล

    สาระ
    ชาวบ้านเชื่อว่าถ้าทำพิธีอุ้มพระดำน้ำแล้วจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล

  4. ด.ญ.เรไร นามคำ

    ประวัติขนมทองหยอด

    ความหวานของบขนม ทอดหยอดซึ่งแพร่หลายมาถึงปัจจุบันถือเป็นหนึ่งของร่องรอยที่ชาวโปรตุเกสทิ้งไว้

    ท้าวทองกีบม้า หรือ มารี เดอร์ กีมาร์ ภริยาเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ขุนนางฝรั่งผู้มีบทบาทอย่างมากในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งท้าวทองกีบม้านี่เองที่สอนให้คนไทยทำขนมเหล่านี้

    “ท้าวทองกีบม้า” หรือ “มารี เดอร์ กีมาร์” เกิดเมื่อพุทธศักราช 2201 แต่บางแห่งก็ว่า พุทธศักราช 2209 โดยยึดหลักกับปีที่แต่งงานกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เมื่อปี พุทธศักราช 2225 ซึ่งขณะนั้น มารีมีอายุเพียง 16 ปี เท่านั้นเอง

    บิดา ชื่อ “ฟานิก” (phanick) เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมแขกเบงกอล มารดาชื่อ “อุรสุลา ยา มาดา” (Ursala Yamada) ซึ่งมีเชื้อสายญี่ปุ่นผสมโปรตุเกส ที่อพยพตั้งถิ่นฐานในอยุธยา ช่วงชีวิตหนึ่งของ

    “ท้าวทองกีบม้า” ได้ไปรับราชการในสำนักพระราชวังตำแหน่ง “หัวหน้าห้องเครื่องต้น” ดูเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง เป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์และเก็บผลไม้เสวย มีพนักงานอยู่ภายใต้บังคับบัญชาเป็นหญิงล้วน ซึ่งเธอทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ยกย่องเชิดชู

    ระหว่างที่รับราชการนางมารีได้สอนการทำขนมหวานจำพวกทองหยอด ทองหยิบ ทองพลุ ทองโปร่ง ขนมผิง และอื่นๆ ให้กับคนไทยได้นำมาถ่ายทอดต่อมาแต่ละครอบครัวและกระจายไปในหมู่คนไทยมาจนถึงทุกวันนี้

    แม้ว่านางมารีจะมีชาติกำเนิดเป็นชาวต่างชาติ แต่ก็เกิดและเติบโตมีชีวิตอยู่ในเมืองไทยจวบจนหมดสิ้นอายุขัย โดยทิ้งตำราอาหารไทยลูกผสมไว้เป็นอนุสรณ์ของความสัมพันธ์ 2 ชาติ และในปี 2554 ความสัมพันธ์ไทยโปรตุเกสจะครบ 500 ปี

    ซึ่งทั้งนี้ถือว่า โปรตุเกสเป็นยุโรปชาติแรกที่เข้ามาค้าขายกับไทยในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โดยได้รับที่ดินทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลสำเภาล่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบันตั้งเป็น “หมู่บ้านโปรตุเกส” เพื่อบำเหน็จความชอบที่ร่วมรบในสงครามเมืองเชียงกรานจนชนะ

    ในปัจจุบันหมู่บ้านโปรตุเกสกลายเป็นที่อยู่ของคนหลายสัญชาติ ที่อยู่รวมกันอย่างสงบสุข และเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาคนจากหมู่บ้านโปรตุเกสได้ตามพระเจ้าตากสินมหาราช ไปตั้งหมู่บ้านใหม่อยู่ที่ริม แม่น้ำเจ้าพระยา ถัดจากชุมชนชาวจีนลงไปทางใต้ เรียกว่า ชุมชนกุฎิจีน บางส่วนก็ไปตั้งชุมชนใหม่ใกล้สถานทูตโปรตุเกสในปัจจุบัน

    ขนมทองหยอด เป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทย เป็นอาหารที่คู่สำรับกับข้าวไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนประณีตในการทำ ตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีการทำ ความพิถีพิถัน ด้านรสชาติ สีสัน ความสวยงาม มีกลิ่นหอม รูปลักษณ์ภายนอก การตกแต่ง ซึ่งแตกต่างกันไปตามลักษณะขนมนั้น ๆ

    วิธีการทำขนมทองหยอดมีขั้นตอนในการเตรียมการ ดังนี้

    เตรียมวัตถุดิบ

    1. ไข่เป็ดสดใหม่

    2. น้ำตาลทรายขาวละเอียด

    3. แป้งทองหยอดชนิดหอม

    4. น้ำโพลาลิสหรือน้ำฝน

    เตรียมอุปกรณ์

    1. กระทะทอง

    2. กะละมังแสตนเลส

    3. หม้ออะลูมิเนียมพร้อมฝา

    4. ทัพพีโปร่ง

    5. ผ้าขาวบาง

    6. สุ่มตีไข่

    7. ถาดอะลูมิเนียม

    8. เตาแก๊ส

    9. ชามกระเบื้อง

    10. ทัพพี

    11. หม้อเคลือบ

  5. เด็กหญิงพัชรินทร์ วินุศร

    ภูมิปัญญาท้องถิ่น
    แอ่ว
    เป็นภาชนะเครื่องจักสานที่มีขนาดใหญ่ เกษตรกรในสมัยก่อนใช้สำหรับรองรับการฟาดข้าว

    และบรรจุข้าวเปลือกที่ฟาดได้ ก่อนที่จะนำไปเก็บที่ยุ้งฉาง

    กระด้ง
    เป็นภาชนะเครื่องจักสานที่ใช้สำหรับฝัดข้าว สานเป็นภาชนะรูปแบบกลมมีขอบปากทำด้วยไม้ไผ่
    กระด้งยังใช้งานอื่น ๆ ได้หลายประการ เช่น ฝัดแยกเม็ดทราย ข้าวเปลือก ดอกหญ้า

    ออกจากข้าวสาร ใช้ใส่อาหารเช่นผักผลไม้ ใช้เป็นภาชนะวางอาหารสำหรับตากหรือผึ่งแดด

    เช่น ปลา เป็นต้น

    ก่องข้าว โดยทั่วไปสานด้วยไม้ไผ่ มีขนาดเล็กใหญ่ต่าง ๆ กัน สำหรับใส่ข้าวเหนียว

    แอบข้าว เป็นภาชนะใส่ข้าวเหนียวเช่นเดียวกันแต่มีขนาดเล็กกว่าสำหรับพกพาเวลาไปทำงานนอกบ้าน

    ทั้งก่องข้าวและแอบข้าวสามารถเก็บข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วไว้ได้เป็นเวลานาน โดยที่ข้าวเหนียว

    ไม่แฉะ ไม่แห้งและมีความนิ่มนวลน่ารับประทาน

  6. ด.ช.วรพงษ์ เล่ายี่

    มะพร้าวแก้ว – ใบเตย

    ส่วนผสม

    1. เนื้อมะพร้าวทึนทึก 5-600 กรัม
    2. น้ำใบเตยเข้มข้น ½ ถ้วย
    3. น้ำตาลทราย ½ กิโล

    วิธีทำ

    1. ไม่ทราบว่าเพื่อน ๆ รู้จักมะพร้าวทึนทึกกันรีป่าว (ส้มเองก็ไม่ได้รู้จักมากนักค่ะ^^”) แต่คิดว่า มะพร้าวทึนทึกคือ มะพร้าวที่ไม่อ่อน และไม่แก่จนเกินไป ซึ่งพอที่ได้มาก็คือเจ้านี่ค่ะ (คุณแม่เค้าควักจากลูกมะพร้าวที่ทานน้ำหมดแล้ว แพ็คใส่ถุงแช่เย็นไว้ค่ะ คือสะสมไว้ก่อน ที่เห็นประมาณ 4 ลูกหรือ 5 เกือบ 600 กรัมค่ะ ได้เนื้อเยอะมาก)

    2. นำเนื้อมะพร้าวที่ได้ มาล้างให้สะอาด จากนั้นเฉือนเอาเปลือกมะพร้าวที่ติดอยู่ออกให้หมดเลยค่ะ จะได้มะพร้าว ขาว ๆ น่าทาน คุณแม่นำมาหั่นบาง ๆ ค่ะ (คือต้องบอกก่อนว่าอันนี้คือทำตามแบบบ้าน ๆ เลยนะจ๊ะ เป็นการถนอมอาหารประจำบ้าน เดี๋ยวเพื่อน ๆ บางคนจะสังสัยว่าทำไมไม่เหมือนเค้าขาย ตามแตกต่างคือความอร่อยค่ะ เราไม่จำเป็นต้องทำให้เหมือนใคร รู้จักสร้างความต่าง สตางค์ก็จะตามมาค่ะ อิอิ ว่าไปนั่น)

    3. การหั่นอย่าหั่นหนามากนะจ๊ะ เวลาทานจะแข็งไป ไม่อร่อย หั่นบาง ๆ พักไว้ค่ะมาคั้นน้ำใบเตยกันค่ะ พอดีที่บ้านปลูกเตยหอมไว้ในเนื้อที่อันน้อยนิด นำใบเตยหอมประมาณ 10 ใบ มาหั่น+คั้นผสมกับน้ำต้มสุก เอาแบบเข้มข้นให้ได้ประมาณ ½ ถ้วยนะจ๊ะ

    4. นำกะทะ หากเพื่อน ๆ ไม่มีกะทะทองไม่เป็นไรนะจ๊ะ เอาหม้อหรือกะทะธรรมดาก็ได้อะ ตั้งไฟกลาง ใส่น้ำใบเตยสด ตามด้วยน้ำตาลทรายลงไปค่ะ

    5. ตั้งไฟ และคนไปเรื่อย ๆ รอจนน้ำตาลลายหมดค่ะ น้ำตาลละลายหมดแล้วเริ่มเดือดใส่มะพร้าวลงไปเลยจ้า.ค่อย ๆ ใช้พายไม้ ผัด ๆ คลุก ๆ ให้เข้ากันค่ะ ไม่ต้องตกใจเรื่องน้ำใบเตย(ที่ดูจะน้อยไป เมื่อเทียบกับมะพร้าวที่ค่อนข้างเยอะ เพราะอะไร… เดี๋ยวมีคำตอบค่ะ

    6. ก็เพราะว่าน้ำจากเนื้อมะพร้าวจะออกมาเองไงจ๊ะ การทำขนมไทยนั้นต้องใจเย็นและค่ะเพราะขนมบางชนิดใช้เวลาอยุ่หน้าเตาค่อนข้าง นานมากกกก จะเห็นว่าน้ำเยอะเลยจาก ใช้พายไม้ค่อย ๆ คน และผัด ไปเรื่อย ๆ เป็นระยะ ๆ ค่ะ สีของขนมจะได้สวยเสมอกัน พอเดือด ลดไฟเหลือไฟอ่อนค่ะ

    7. ทิ้งไว้(ไฟอ่อน) ประมาณ 40 นาที(ของกะทะทอง) แต่หากให้กะทะหรือหม้อธรรมดาลองสังเกตนะจ๊ะ ทิ้งไว้ให้น้ำกับน้ำตาลงวดค่ะ (อาจจะคนบ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อให้สีมะพร้าวเสมอกันค่ะ)

    8. น้ำเริ่มงวด สีเริ่มสวย มะพร้าวดูแห้งขึ้นแล้วค่ะ สังเกตจากขอบกะทะทอง จะเห็นสีขาว ๆ มันคือเกล็ดน้ำตาลค่ะ พยายามให้พายไม้ปาดออกให้หมดนะจ๊ะ เพราะเดี๋ยวมันจะไหม้ แล้วกลิ่นมันจะไปปนกับมะพร้าวได้ค่ะ

    9. หลังจากน้ำงวดขึ้นแล้วเราต้องเฝ้าหน้ากะทะแล้วใชพายไม้ผัด ๆ คลุกไปเรื่อย ๆ ค่ะ ทำต่อไปให้พอแห้ง ประมาณ 10-15 นาที ต้องผัดตลอดไปเรื่อย ๆ นะจ๊ะ ไม่งั้นอาจไหม้ได้ค่ะ หากสังเกตขอบกะทะ จะเห็นเกล็ดน้ำตาลมากขึ้น มะพร้าวจะออกเหนียว ๆ เหมือนเคลือบน้ำเชื่อมค่ะ อันนี้คือเกือบได้ที่แล้วละ เตรียมปิดแก๊สแล้วยกลง คนต่ออีกหน่อยได้เลยค่ะ

    10. หากจะทำเป็นก้อนเล็ก ๆ ก็ตักมะพร้าวแก้วที่ได้ วางบนถาด หรือกระดาษแก้วเป็นก้อน ๆ แบบนี้นะจ๊ะ (มะพร้าวจะออกเหนียวๆ และร้อน(มาก)) ต้องทำตอนร้อนนะจ๊ะ หากเย็นแล้วมะพร้วจะไม่เกาะแล้วค่ะ

    11. ส่วนที่เหลือ เค้าพักไว้ให้อุ่น ๆ แล้วใช้พายไม้ผัด ๆ (ไม่ได้วางบนเตาแล้วนะ) มันจะเริ่มเย็นขึ้น แห้งขึ้น แต่จะไม่เกาะตัวกันค่ะ คือมะพร้าวจะเคลื่อบน้ำตาล (ตกทราย) หมดอะ ตักมาชิมค่ะ จะเห็นจากมือส้ม มะพร้าวแก้วจะไม่เกาะเป็นก้อนค่ะ แต่จะแห้ง หวานกำลังดี(ไม่มากเพราะที่บ้านไม่ชอบทานหวาน^^”) หอมกลิ่นใบเตยมาก ๆ แบบไม่มีสีและกลิ่นสังเคราะห์มาช่วยด้วยค่ะ
    12. ซูมให้เห็นเกล็ดน้ำตาลที่เคลือบอยู่ใกล้ ๆ ค่ะ (รับประกันว่าไม่หวาน) มะพร้าวแห้ง กำลังดี ไม่แข็งค่ะ กรอบ ๆ หนึบ ๆ แบบอ่อนก็ไม่ใช่ แก่ก็ไม่เชิง เก็บใส่กระปุกได้นานหลายอาทิตย์เลยค่ะ แบบนี้จะทานง่าย อยากทานเท่าไหร่ตักใส่จาน หรือจะแจกก็แพ็คใส่ถุงผูกโบว์ก็ได้นะจ๊ะ ถือเป็นการถนอมอาหารที่ไม่ยาก ประหยัด และเป็นขนมแบบพอเพียงไว้ให้เด็ก ๆ ที่บ้านทานได้เลยค่ะ ลองทำดูนะจ๊ะ

  7. วัชรกิจ

    กระต่ายขาเดียว เป็นการละเล่นไล่ จับประเภทหนึ่ง โดยผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็น”กระต่าย” จะยืนบนขาข้างเดียว งอเข่าขาอีกข้างไม่ให้เท้าสัมผัสพื้น แล้วกระโดด+เขย่ง เพื่อไล่จับคนอื่นๆ ให้สลับมาเป็นกระต่ายแทน เล่นได้ตามลานโล่ง หรือสนามหญ้า ช่วยออกกำลังกายขา และฝึกทรงตัวด้วยขาข้างเดียว มักแบ่งเป็น สองทีมจำนวนคนเท่าๆ กัน หรือ อาจจะไม่ต้องมีทีมเลยก็ได้

    ถ้ามี 2 คน มักไม่เล่น กระต่ายขาเดียว เพราะไล่จับกันไปมา ไม่เฮฮา

    หากมีจำนวนผู้เล่น 3-5 คน มักไม่แบ่งทีม แต่ถ้า 6 คนขึ้นไป สามารถแบ่งเป็นสองทีมเท่าๆ กัน แล้วทีมที่เป็นกระต่าย จะส่งกระต่ายมาทีละคน แล้วกระโดดเขย่ง ไล่แตะตัว อีกทีม หากกระต่ายเหนื่อย ก็แตะมือคนในทีมเดียวกัน สลับมาเป็นกระต่าย ไล่กวด แทน (คล้ายการ tag team มวยปล้ำ)

    เหตุที่เรียกว่า กระต่ายขาเดียว น่าจะมาจาก การเคลื่อนที่ของกระต่าย ที่ใช้ สองขาหลัง ดีดตัว กระโดดเตี้ยๆ เพื่อเคลื่อนไปยังตำแหน่งต่างๆ เมื่อเด็กเล่นไล่จับ แล้วเคลื่อนที่ด้วยการกระโดดเขย่งๆ ด้วยขาข้างเดียว จึงคล้ายกับการกระโดดของกระต่าย

    พื้นที่ที่ใช้เล่น

    มีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ชัดเจนตามปริมาณผู้เล่น เช่น สองหรือสามบล็อกพื้นถนน(ซีเมนต์) หรือประมาณ 5×5 เมตร เพื่อให้การกวดไล่จับ ไม่ยากเกินไปนัก ผู้ที่วิ่งหนี ออกนอกบริเวณ ก็เสมือนถูก”กระต่าย”แตะตัวได้ ถือว่าแพ้ และต้องมาเป็น”กระต่าย”แทน

    ก่อนเล่น

    จะต้องมีการ คัดสรรผู้ที่จะเป็นกระต่าย หรือจัดแบ่งทีม ด้วยการ “โอน้อยออก” และ “เป่ายิงฉุบ” ผู้ที่แพ้ในขั้นตอนการเป่ายิงฉุบ จะเป็นกระต่าย

    การเล่น

    ในกรณีที่เด็กไม่เยอะ ไม่จำเป็นต้องแบ่งทีม ผู้แพ้ในขั้นตอนการคัดสรร ต้องเป็นกระต่าย ให้ยืนด้วยขาข้างเดียว แล้วกระโดด เขย่ง กางแขนสองข้างได้ แล้วพยายามบีบพื้นที่ และใช้ความไว ในการแตะให้ถูกส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เด็กคนอื่นๆ ที่มีหน้าที่วิ่งหลบ โดยทุกคนต้องอยู่ภายในพื้นที่ที่กำหนด ใครวิ่งหลุดออกนอกพื้นที่ ก็ถือว่าแพ้ ต้องสลับมาเป็นกระต่ายแทน

    หากคนที่เป็นกระต่าย ไล่กวดจนหมดแรง ยืนด้วยขาข้างเดียวไม่ไหว ปล่อยเท้าลงแตะพื้น ก็เท่ากับว่าแพ้ ซึ่งก็อาจจะมีวิธีการทำโทษอื่นๆ ต่อไป

    ในบางแห่ง กระต่าย สามารถพักได้ ด้วยการเอาเท้าของขาข้างที่ไม่ได้ใช้ยืน มาวางแตะบนเท้า ข้างที่ใช้ยืนขาเดียว แต่ห้ามเท้าแตะพื้นหรือสลับขาหลัก

    คนที่เป็นกระต่ายขาเดียว มักอาศัยจังหวะ กางแขนออกสองข้าง ต้อนเด็กสักคน เข้ามุม หรือขอบพื้นที่ ซึ่งเด็กคนนั้นก็ต้องหลอกล่อ อาศัยจังหวะ วิ่งหลบซ้าย หรือขวา หรือมุดหลบใต้แขน ออกนอกเขตอันตราย คนที่เป็นกระต่าย ก็ต้องไว แม้จะยืนเขย่ง ด้วยขาข้างเดียว แต่ก็ต้องดูจังหวะ ไล่แตะ หรือ กอด หรือจับให้โดน แม้จะโดนเส้นผม หรือชายเสื้อ ก็ถือว่าชนะ ไม่ต้องเป็นกระต่ายอีกต่อไป คนที่ถูกจับ ก็สลับเปลี่ยนมาเป็นกระต่ายแทน แล้วไล่จับไปเรื่อยๆ

    ส่วนการแบ่งทีมเล่น มักใช้เมื่อ จำนวนเด็กเยอะ โดยที่ พื้นที่ที่เล่น ยังคงนิยมใช้เท่าเดิม เช่น ประมาณ 5×5 เมตร เพราะถ้ากว้างเกิน ก็ไล่ไม่สำเร็จ หรือถ้าพื้นที่เล็กเกิน ก็หนีไม่ค่อยพ้น

    ทีมที่เป็นกระต่าย จะอยู่รอนอกพื้นที่ อีกทีมที่มีหน้าที่หลอกล่อ หนีกระต่าย จะลงไปอยู่ในพื้นที่กันทุกคน ทีมกระต่าย ส่งกระต่ายตัวแทนลงมาทีละหนึ่งคน เพื่อไล่แตะทีมหนี ให้หมดทุกคน คนที่โดนแตะ หรือจับได้ ก็ออกไปยืนแพ้ รออยู่นอกพื้นที่ จนกว่าจะครบหมดเกลี้ยง

    คนที่เป็นกระต่าย ก็มักจะสลับเปลี่ยน ให้เพื่อนร่วมทีม มาเป็นกระต่ายไล่กวดเด็กที่เหลือ จนกว่าจะหมดแรงกันไป

    หากทีมที่เป็นกระต่าย หมดแรง เท้าแตะพื้น ไม่สามารถจับทุกคนของอีกทีมได้หมด ก็ถือว่าแพ้ โดนลงโทษ และเป็นกระต่ายซ้ำ ไล่จับกันต่อไป

    แต่โดยมาก ความสนุกสนานเฮฮา ไม่ได้อยู่ที่การชนะให้ได้ตลอด แต่อยู่ที่การเชียร์-การสลับกันเป็นกระต่าย และสลับกันหนี ทีมไหนหนีได้เก่ง วิ่งหลบหลีกได้นานที่สุดก็ถือว่าได้เฮฮา หลอกล่อ เมื่อทีมฝ่ายหนี เหลือคนเดียว ก็มักจะยอมแพ้ ให้แตะโดยง่าย และสลับไปเป็นทีมกระต่ายบ้าง เพื่อจะได้ไล่จับ สลับกันไป ซึ่งสนุกกว่า เป็นทีมหนีอยู่อย่างเดียว

  8. เด็กชาย สมชาย ลุงซอ

    //*//ขนมครก//*//

    ขนมครก เป็นขนมไทยโบราณชนิดหนึ่ง ทำจากแป้ง น้ำตาล และกะทิ แล้วเทลงบนเตาหลุม เวลาจะทานต้องแคะออกมา เป็นแผ่นวงกลม แล้วมักวางประกบกันตอนรับประทาน เป็นขนมของไทยที่มีมาตั้งแต่โบราณ นอกจากนี้ยังพบในพม่า ลาว และอินโดนีเซีย โดยชาวอินโดนีเซียเรียกว่าเซอราบี (serabi)

    มีหลักฐานว่าขนมครกเป็นที่นิยมแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีการทำเตาขนมครกขายตั้งแต่ยุคนั้น ขนมครกแต่เดิมใช้ข้าวเจ้าแช่น้ำโม่รวมกับหางกะทิ ข้าวสวย และมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย ผสมเกลือเล็กน้อยใช้เป็นตัวขนม ส่วนหน้าของขนมครกเป็นหัวกะทิ ขนมครกชาววังจะมีการดัดแปลงหน้าขนมครกให้แปลกไปอีก เช่น หน้ากุ้ง (แบบเดียวกับข้าวเหนียวหน้ากุ้ง) หน้าไข่ หน้าหมู (แบบเดียวกับไส้ปั้นสิบ)

  9. นันทวัฒน์ อินทร์ไชย

    เชียงใหม่นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถานประเภทวัดวาอารามเก่าแก่และวัฒนธรรมประเพณีอันโดดเด่นแล้ว ศิลปะการฟ้อนรำพื้นเมืองของหญิงสาวชาวเชียงใหม่ในอดีตก็เป็นอีกภาพที่น่าประทับใจ สำหรับผู้คนที่มาเยือน จนก่อเกิดเป็นตำนานรักพื้นบ้านน้อยไจยา,วังบัวบานและสาวเครือฟ้ามาแล้ว

  10. ด.ญ.มาลินี ดุสิรัตน์

    ไส้อั่ว
    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
    ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
    ไส้อั่ว กำลังถูกย่างบนเตาถ่าน เพื่อให้มีกลิ่นหอม

    ไส้อั่ว เป็นอาหารพื้นเมืองทางภาคเหนือของประเทศไทย ปกติมักจะทำมาจากเนื้อหมูบด ผสมพริกแห้ง กระเทียม ขมิ้น ข่า ใบมะกรูด หอมแดง และเครื่องปรุงรส แล้วกรอกลงไปในไส้หมู ที่เกลาจนบางแล้ว บิดให้เป็นท่อนพอประมาณ จากนั้นนำไปย่างให้เกรียม จะทำให้มีกลิ่นหอม ชวนรับประทาน สำหรับผู้ที่เป็นชาวมุสลิมหรือไม่ประสงค์ที่จะรับประทานหมูด้วยเหตุผลใดๆก็ ตามอาจจะดัดแปลงใช้เนื้อสัตว์ชนิดอื่นแล้วก็กรอกเข้าไปในไส้สัตว์ชนิดอื่นหรือไส้เทียมแทนก็ได้

  11. อุทัย

    ประเพณีของเชียงใหม่

    นับ จากอดีต ชีวิตของชาวล้านนาผูกพันอยู่กับพุทธศาสนา ซึ่งจะเห็นได้จากการดำเนินชีวิต และสถาบันทางศาสนาในชุมชน รวมทั้งระบบหัววัด ซึ่งมีการรวมกลุ่มของวัดต่าง ๆ ไม่ว่าใกล้หรือไกลกัน และคนในชุมชนหนึ่งชักชวนคนอีกชุมชนหนึ่งมาทำบุญที่วัดของตน เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กัน
    ขณะ ที่พุทธศาสนามีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตของคนเมืองอย่างลึกซึ้ง แต่ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีปู่ย่าและผีเสื้อเมือง ผีเจ้าเมืองก็มีปะปนอยู่ จนแยกกันไม่ออก ชาวล้านนาสามารถนำทั้งสองอย่างมาผสมผสานกันได้ อย่างกลมกลืน ในงานพิธีและประเพณีต่าง ๆ ซึ่งจะพบได้ในปัจจุบัน
    ประเพณี และงานพิธีที่สำคัญในรอบปีของชาวเชียงใหม่มีอยู่มากมาย อาทิ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีเข้าอินทขีล ประเพณี ลอยโคมลอยโขมด ประเพณีสรงน้ำพระธาตุจอมทอง และพิธีเลี้ยงผีปู่และย่า เป็นต้น

    ประเพณีสงกรานต์

    ประเพณี สงกรานต์เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของชาวล้านนา เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนศักราชใหม่ และขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย ให้ปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยให้ล่วงไปในปีเก่า พร้อมทั้ง เตรียมร่างกายและจิตใจให้สดใสรับปีใหม่ โดยจะเริ่มจัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 13 ถึงวันที่ 18 เม.ย. ของทุกปี แต่ชาวล้านนาถือวันที่ 15 เม.ย. เป็นวันเปลี่ยนศักราชใหม่ ต่างจากภาคกลาง และในระยะเวลา 6 วันนี้จะประกอบพิธีหลายอย่าง
    วัน ที่ 13 เม.ย. ถือเป็นวันสังขารล่อง (วันสิ้นสุดปีเก่า) ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะยิงปืน จุดประทัด ก่อนสว่าง เพื่อขับไล่ เสนียดจัญไร แล้วเก็บกวาดบ้านเรือน หิ้งพระ
    วัน ที่ 14 เม.ย. เป็นวันที่เรียกกันว่า “วันเนา” หรือ “วันเน่า” วันนี้ชาวเชียงใหม่จะทำแต่สิ่งที่เป็นสิริมงคล พร้อมทั้งตระเตรียมอาหาร คาวหวาน เครื่องไทยทาน เพื่อทำงานบุญในวันสงกรานต์ และไปขนทรายเข้าวัด
    วันที่ 15 เรียกว่า “วันพญาวัน” ถือเป็นวันเริ่มศักราชใหม่ ชาวเชียงใหม่จะไปทำบุญตักบาตรที่วัด และถวายอาหารพระที่เรียกว่า “ทานขันข้าว” เพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ และสรงน้ำพระ หลังจากนั้นจึงนำขันข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้น ส้มป่อย หมากพลู เมี่ยง หรืออาจมีเครื่องนุ่งห่ม ไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
    ส่วนวันที่ 16-18 เม.ย. เรียกว่า “วันปากปี ปากเดือน ปากวัน” จะเป็นวันประกอบพิธีกรรมสักการะต่อวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป

  12. นันทวัฒนื อินทร์ไชย

    บรรดาการละเล่นพื้นบ้านทางภาคเหนือ โดยเฉพาะการละเล่นที่เกี่ยวข้องกับสัตว์นั้น การเล่นชนกว่างนับได้ว่าเป็นที่นิยมไม่น้อยกว่าการชนไก่ กัดปลา ชนวัว หรือวิ่งควาย ของภาคอื่น ๆ
    กว่าง เป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลด้วงมี ๖ ขา แต่ละขามีเล็บสำหรับเกาะยึดกิ่งไม้ ใบไม้ได้อย่างมั่นคง กว่างบางชนิดมีเขา บางชนิดไม่มีเขา บางชนิดไม่นิยมนำมาเลี้ยง บางชนิดนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นเช่น กว่างซาง กว่างงวง กว่างกิ กว่างกิอุ และกว่างอี้หลุ้ม

    กว่างซาง เป็นกว่างตัวโต ปีกและลำตัวสีน้ำตาลหรือสีแดงด้าน ๆ มีเขาด้านบน ๕ เขา ด้านล่าง ๓ เขาเขาด้านล่างขยับหนีบเข้าหากันได้ มักกินหน่อไม้ซางเป็นอาหาร อุปนิสัยอืดอาดช้าจึงไม่นิยมนำมาเลี้ยง
    กว่างงวง เป็นกว่างที่มีลำตัวกลม ปีกสีแดง ส่วนหัวสีดำ มีเขาบนเขาเดียวงอโง้งเหมือนงวง กว่างกิเป็นกว่างตัวเล็กเขาบนสั้นมากจนเกือบกุด ส่วนเขาล่างยาวกว่า กว่างกิอุจะตัวโตกว่าและเขาบนจะยาวกว่า
    กว่างอีหลุ้ม หรือกว่างแม่มูด เป็นกว่างตัวเมีย ไม่มีเขา มักนิยมนำมาใช้ล่อในการชน

  13. ด.ญ. หล้า ลุงซอ และ ด.ญ. ปวีณา ฉั่วประเสริฐ

    ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ

    โคมลอย

    ประวัติโคมลอย
    โคมลอย หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า ว่าวหรือ โกม ยังแยกเป็นว่าวลม คือ ใช้ปล่อยในเวลากลางวัน และว่าวไฟใช้ปล่อยเวลากลางคืนโคมลอยมีลักษณะคล้ายลูกบอลลูน วัตถุประสงค์
    ในการปล่อยโคมลอยโดยทั่วไปแล้วชาวบ้านจะมีความเชื่อกันคือ
    1. เพื่อทำเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา
    2. เพื่อให้โคมนั้นช่วยนำเอาเคราะห์ร้าย ภัยพิบัติต่างๆ ให้หายไปจากหมู่บ้าน
    3. เพื่อความสนุกสนานรื่นเริงในเทศกาลต่างๆ
    วิธีทำ
    การทำโคมลอยนั้นในแต่ละหมู่บ้านก็จะมีคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำ การทำโคมจะ
    ร่วมกันทั้งหมู่บ้าน เมื่อรู้ข่าวว่าจะมีการปล่อยโคม ก็จะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ชาวบ้าน ต่างก็จะเอากระดาษที่เรียกกันว่า กระดาษว่าว มีสีต่างๆ กันหลายสีมารวมกันที่วัด ช่วยกันทำ โดยจะมีเจ้าตำรับหรือชาวบ้านจะเรียกว่า “เจ้าต่ำฮา” ได้กล่าวไว้ว่า จะใช้กระดาษเนื้อบาง ติดประกอบกันเป็นรูปทรงต่าง ๆ ส่วนใหญ่ทำเป็นลักษณะของถุงลมก้นใหญ่ วงปากแคบ กระดาษที่ใช้ทำนั้น จะใช้กระดาษสีเดียวหรือหลาย สี ก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ ในสมัยก่อนนิยมมาช่วยกันทำที่วัด เพราะต้องใช้ สถานที่ทำเป็นลานกว้าง (เจ้าตำรา) เป็นคนคอยควบคุมดูแลให้เป็นไปตามตำรา ต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือจนเสร็จ
    วิธีปล่อย
    เมื่อทำเสร็จแล้วก็ต้องรอฤกษ์ในการปล่อย จนกระทั่งได้เวลาเหมาะแล้วก็จะช่วยกัน บ้างก็ถือไม้ค้ำยันไว้ เพื่อให้โคมลอยทรงตัวได้ อีกพวกหนึ่งก็เอาเชื้อเพลิงซึ่งจะใช้ผ้าชุบน้ำมันยางเผาหรือใช้ชัน ซึ่งเรียกกันว่า ขี้ขะย้า เผาเพื่อให้เกิดควัน นอกนั้นอยู่รอบๆ โดยเฉพาะพวกเด็กๆ จะมาห้อมล้อมดูด้วยความสนใจ บางทีก็จะมีกองเชียร์คือ กลองซิ่งม่องตีกันอย่างสนุกสนาน เมื่ออัดควันเข้าเต็มที่แล้วก็จะปล่อยขึ้นไปก็จะมีเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหว กลองเชียร์ก็เร่งเร้าทำนองกลองให้ตื่นเต้นเร้าใจ
    การปล่อยว่าวหรือโคมลอยนี้ ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า เพื่อให้ว่าวได้นำเอาเคราะห์ร้ายภัยพิบัติต่าง ๆ ออกไปจากหมู่บ้าน ดังนั้นว่าวหรือโคมลอยที่ปล่อยขึ้นไป ถ้าไปตกในบ้านใครบ้านนั้นต้องจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อล้างเสนียด จัญไรทั้งปวงออกไป นอกจากนี้ ยังถือกันว่าเป็นการทำเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเพื่อความสนุกสนาน สร้างความสามัคคีในหมู่บ้านอีกด้วยในปัจจุบันนี้ ก็ได้เริ่มนำเอาโคมลอยมาปล่อยในประเพณีสำคัญ ๆ เช่น งานล่องสะเปา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา งานลอยกระทง และงานที่เป็นสิริมงคลและอวมงคล

  14. ด.ญ. ชลารินทร์ ไชยอุุุ่่่น

    การละเล่นพื้นบ้าน หมากนิม (สะบ้า)

    อุปกรณ์และวิธีเล่น
    อุปกรณ์ สะบ้าจำนวนเท่ากับผู้เล่น 10-16 ลูก
    สถานที่ ลานดินกว้างขนาด 5×10 เมตร
    วิธีเล่น
    1. แบ่งผู้เล่นเป็น 2 ข้าง ไม่ควรเกินข้างละ 5 คน ผู้เล่นแต่ละข้างจะตั้งสะบ้าของตนเป็นแถวหน้ากระดานตามจำนวนผู้เล่น
    2. ก่อนลงมือเล่นจะต้องเสี่ยงทายหาผู้ชนะ เพื่อจะได้เล่นก่อน ฝ่ายแพ้จะต้องเป็นฝ่ายตั้งลูกห่างกันระหว่างลูก 5 เซนติเมตร
    3. ฝ่ายชนะเริ่มเล่นครั้งที่ 1 จะเป็นการโยนหรือเรียกว่า เส (เส คือ การบังคับลูกสะบ้า โดยมือซ้ายจับลูกสะบ้า ใช้นิ้วมือขวาสอดบังคับดีดพร้อมโยนลูกสะบ้าไปข้างหน้า) โดยยืนให้ห่างจากแถวสะบ้าประมาณ 4-5 เมตร แล้วโยนสะบ้าของตนไปให้ถูกสะบ้าของฝ่ายตรงข้ามให้กระเด็นอย่างน้อย 1 ศอก และจะต้องไม่โดนลูกอื่นด้วย หากโดนลูกอื่นจะถูกปรับเป็นแพ้ แล้วให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเล่นแทน
    4. ถ้าสามารถเอาชนะการเล่นครั้งที่ 1 ได้ การเล่นครั้งที่ 2 จะเปลี่ยนจากการโยนไปสู่การเขี่ย เรียกว่าปี๊ด โดยใช้เท้าส่วนนิ้วก้อยเขี่ยลูกจากอีกด้าน 3 ครั้ง ให้ไปถูกสะบ้าที่ตั้งไว้ และให้กระเด็นเกินศอกให้ได้ทั้งหมด
    5. การเล่นครั้งที่ 3 เรียกว่า เล็ด จะเล่นโดยวางลูกสะบ้ากับพื้น แล้วใช้นิ้วมือนิ้วชี้ จับปลายนิ้วดึงแล้วปล่อยให้ถูกลูกสะบ้าแล่นไปบนพื้น 3 ครั้ง ให้ถูกลูกสะบ้าที่ตั้งและกระเด็นออกไปให้ไกลเกินกว่าจะเอาศอกวัดได้ ถ้าลูกล้มและเอาศอกวัดได้ก็จะเป็นฝ่ายแพ้ หยุดการเล่นเปลี่ยนให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นต่อไป
    6. เมื่อผ่านการ เล็ด ได้แล้ว จะเป็นการเล่นครั้งที่ 4 เรียกว่า เสออกวา คือ การเสโดยบอกว่าจะเสลูกไหนให้กระเด็นให้เกินวาได้ ถ้าเสผิดก็จะต้องหยุดเล่น
    7. เมื่อเสออกวาจนครบแล้วก็จะถึงตาสุดท้าย คือ นำลูกใดลูกหนึ่งของอีกฝ่ายไปตั้งที่ไหนก็ได้ แล้วใช้สะบ้าของตนดีดลูกนั้นให้กระเด็นออกไปให้ไกลเกินกว่า 1 วา ทำแบบตัวต่อตัว ฝ่ายใดทำผ่านทุกขั้นตอนก่อนจะเป็นฝ่ายชนะการเล่น

  15. เด็กหญิง ปิยาภรณ์ ปินคำ

    ้ี่ั ขนมไทย
    ประเทศไทยครั้งยังเป็นสยามประเทศได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยส่งเสริมการขายสินค้าซึ่งกันและกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหารการกินร่วมไปด้วย ต่อมาในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวางไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่างๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทยๆ จนทำให้คนรุ่นหลังๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ๆ และอะไรดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น สัญชาติโปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำประเทศไทยในสมัยนั้น ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมาเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนมมงคลอีกด้วย ส่วนใหญ่ตำรับขนมที่ใส่ไข่มักเป็น “ของเทศ” เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอดจากโปรตุเกส มัสกอดจากสกอตต์

    //*// ตัวอย่างของขนมไทย//*//

    ขนมชั้น
    เป็นขนมไทยชนิดหนึ่ง โบราณถือเป็นขนมสำหรับใช้ในพิธีมงคล และจะต้องหยอดขนมให้ได้ ๙ ชั้น หรือมากกว่านั้นก็ได้ จะเป็นศิริมงคลเจริญก้าวหน้า หรือบางรายอาจจะตั้งชื่อให้เป็นมงคลขึ้นไปอีกว่าขนมชั้นฟ้า ส่วนผสมของขนมส่วนใหญ่จะเป็นแป้ง ซึ่งแป้งแต่ละอย่างก็จะทำให้ขนมนุ่มนวล น่ารับประทาน
    แป้งมัน จะทำให้เนื้อขนมเนียน นุ่ม เหนียว หนืด ดูใสเป็นมัน
    แป้งถั่ว จะทำให้ขนมอยู่ตัว ไม่เหนียวมากเกินไป
    แป้งท้าวยายม่อม จะทำให้เนื้อขนมเนียน เหนียว แข็ง แต่จะใสน้อยกว่าแป้งมัน
    แป้งข้าวเจ้า จะทำให้เนื้อขนมแข็ง และอยู่ตัว
    กะทิ ถ้าใสมากจะทำให้ขนมเหลว ลอกชั้นได้ยาก ถ้ากะทิน้อย ขนมจะแข็งกระด้างไม่น่ารับประทาน ใช้กะทิที่เข้มข้นพอดี จะทำให้ขนมเป็นชั้นลอกออกจากกันได้ง่าย ผิวดูเป็นมัน เวลาหยิบไม่ติดมือ
    น้ำตาล ถ้าใส่น้ำตาลมากไปขนมจะหวานจัด แฉะ ลอกชั้นได้ยาก ความเหนียวของขนมจะน้อยลง

  16. ด.ช.สมศักดิ์ ลุงซอ

    ปะเพณีแข่งเรือ
    ช่วงเวลา
    หลังออกพรรษา ภายในเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก ชาวบ้านจะจัดให้มีงานเทศกาลไหว้พระ และแข่งขันเรือยาวกัน

    ความสำคัญ
    การแข่งเรือในจังหวัดนครสวรรค์มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะที่วัดเกาะหงษ์ ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ จะมีเรือที่มีชื่อเสียงจากต่างจังหวัดมาร่วมแข่งขันมากมาย ปัจจุบันจังหวัดเป็นผู้จัดการแข่งขันกันบริเวณสะพานเดชาติวงศ์

    พิธีกรรม
    การแข่งขันเรือยาวจะจัดให้มีในงานเทศกาลปิดทองไหว้พระ ประจำปีของวัด และจะแข่งขันเรือยาวกันในวันพระ และกำหนดการแข่งขันเรือยาวของแต่ละวัดจะไม่ซ้ำกัน ประเภทของเรือที่แข่งขันจะเป็นเรือขนาดกลางฝีพาย ๒๐ – ๕๐ คน ความยาวประมาณ ๑๕ วา ที่หัวเรือจะผูกผ้าแพรสีต่าง ๆ มีพวงมาลัยคล้อง มีบายศรี และธงประจำเรือ ก่อนจะนำเรือลงแข่งขันจะมีพิธีไหว้แม่ย่านางเรือก่อน เพื่อเป็นศิริมงคล และขอพรให้ได้รับชัยชนะ การแข่งขันจะมีผู้ใหญ่ในจังหวัดเป็นกรรมการตัดสิน โดยก่อนแข่งขันจะจับสลากเลือกทุ่น และพายตามกระแสน้ำไปตามทุ่น เรือลำไหนถึงทุ่นก่อน เรือลำนั้นเป็นผู้ชนะ จากนั้นมีการมอบถ้วย และเงินรางวัลเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

    สาระ
    สร้างความสนุกสนาน ฝึกความเป็นระเบียบ สร้างความสามัคคี รักใคร่กลมเกลียวกันระหว่างชุมชนในท้องถิ่นเดียวกัน และสมานสามัคคีกับคนต่างถิ่น

  17. ด.ญ.ชุติมณฑน์ สมวันดี

    ขนมไทยแต่ละภาค
    [แก้] ขนมไทยภาคเหนือ

    ส่วนใหญ่จะทำจากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง ข้าวต้มหัวหงอก มักทำกันในเทศกาลสำคัญ เช่นเข้าพรรษา สงกรานต์

    ขนมที่นิยมทำในงานบุญเกือบทุกเทศกาลคือขนมใส่ไส้หรือขนมจ๊อก ขนมที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ ขนมปาดซึ่งคล้ายขนมศิลาอ่อน ข้าวอีตูหรือข้าวเหนียวแดง ข้าวแตนหรือข้าวแต๋น ขนมเกลือ ขนมที่มีรับประทานเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ข้าวหนุกงา ซึ่งเป็นงาคั่วตำกับข้าวเหนียว ถ้าใส่น้ำอ้อยด้วยเรียกงาตำอ้อย ข้าวแคบหรือข้าวเกรียบว่าว ลูกก่อ ถั่วแปะยี ถั่วแระ ลูกลานต้ม[9]

    ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขนมพื้นบ้านได้แก่ ขนมอาละหว่า ซึ่งคล้ายขนมหม้อแกง ขนมเปงม้ง ซึ่งคล้ายขนมอาละหว่าแต่มีการหมักแป้งให้ฟูก่อน ขนมส่วยทะมินทำจากข้าวเหนียวนึ่ง น้ำตาลอ้อยและกะทิ ในช่วงที่มีน้ำตาลอ้อยมากจะนิยมทำขนมอีก 2 ชนิดคือ งาโบ๋ ทำจากน้ำตาลอ้อยเคี่ยวให้เหนียวคล้ายตังเมแล้วคลุกงา กับ แปโหย่ ทำจากน้ำตาลอ้อยและถั่วแปยี มีลักษณะคล้ายถั่วตัด[10]
    [แก้] ขนมไทยภาคกลาง

    ส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าวเหนียวมูล และมีขนมที่หลุดลอดมาจากรั้ววัง จนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เช่น ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ เป็นต้น
    [แก้] ขนมไทยภาคอีสาน

    เป็นขนมที่ทำกันง่ายๆ ไม่พิถีพิถันมากเหมือนขนมภาคอื่น ขนมพื้นบ้านอีสานได้แก่ ข้าวจี่ บายมะขามหรือมะขามบ่ายข้าว ข้าวโป่ง [11]นอก จากนั้นมักเป็นขนมในงานบุญพิธี ที่เรียกว่า ข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านนำข้าวที่ห่อใบตอง มัดด้วยตอกแบบข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ ข้าวยาคู ขนมพื้นบ้านของจังหวัดเลยมักเป็นขนมง่ายๆ เช่น ข้าวเหนียวนึ่งจิ้มน้ำผึ้ง ข้าวบ่ายเกลือ คือข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนจิ้มเกลือให้พอมีรสเค็ม ถ้ามีมะขามจะเอามาใส่เป็นไส้เรียกมะขามบ่ายข้าว น้ำอ้อยกะทิ ทำด้วยน้ำอ้อยที่เคี่ยวจนเหนียว ใส่ถั่วลิสงคั่วและมะพร้าวซอย ข้าวพองทำมาจากข้าวตากคั่วใส่มะพร้าวหั่นเป็นชิ้นๆ และถั่วลิสงคั่ว กวนกับน้ำอ้อยจนเหนียวเทใส่ถาด ในงานบุญต่างๆจะนิยมทำขนมปาด (คล้ายขนมเปียกปูนของภาคกลาง) ลอดช่อง และขนมหมก (แป้งข้าวเหนียวโม่ ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ไส้กระฉีก ห่อเป็นสามเหลี่ยมคล้ายขนมเทียน นำไปนึ่ง)[12]
    [แก้] ขนมไทยภาคใต้

    ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาลวันสารท เดือนสิบ จะทำบุญด้วยขนมที่มีเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลา ขนมพอง ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ ขนมบ้าหรือขนมลูกสะบ้า ขนมดีซำหรือเมซำ ขนมเจาะหูหรือเจาะรู ขนมไข่ปลา ขนมแดง เป็นต้น

    ตัวอย่างของขนมพื้นบ้านภาคใต้ได้แก่ [13]

    * ขนมหน้าไข่ ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำตาล นำไปนึ่ง หน้าขนมทำด้วย กะทิผสมไข่ น้ำตาล เกลือ ตะไคร้และหัวหอม ราดบนตัวขนม แล้วนำไปนึ่งอีกครั้ง
    * ขนมฆีมันไม้ เป็นขนมของชาวไทยมุสลิม ทำจากมันสำปะหลังนำไปต้มให้สุก โรยด้วยแป้งข้าวหมาก เก็บไว้ 1 คืน 1 วันจึงนำมารับประทาน
    * ขนมจู้จุน ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำเชื่อม แล้วเอาไปทอด มีลักษณะเหนียวและอมน้ำมัน
    * ขนมคอเป็ด ทำจากแป้งข้าเจ้าผสมกับแป้งข้าวเหนียว นวดรวมกับไข่ไก่ รีดเป็นแผ่น ตัดเป็นชิ้นๆ เอาไปทอด สุกแล้วเอาไปเคล้ากับน้ำตาลโตนดที่เคี่ยวจนเหนียวข้น
    * ขนมคนที ทำจากใบคนที ผสมกับแป้งและน้ำตาล นึ่งให้สุก คลุกกับมะพร้าวขูด จิ้มกับน้ำตาลทราย
    * ขนมกอแหละ ทำจากแป้งข้าวเจ้ากวนกับกะทิและเกลือ เทใส่ถาด โรยต้นหอม ตัดเป็นชิ้นๆ โรยหน้าด้วย มะพร้าวขูดคั่ว กุ้งแห้งป่น และน้ำตาลทราย
    * ขนมก้านบัว ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุก นำไปโขลกด้วยครกไม้จนเป็นแป้ง รีดให้แบน ตากแดดจนแห้ง ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทอดให้สุก ฉาบด้วยน้ำเชื่อม
    * ข้าวเหนียวเชงา เป็นข้าวเหนียวนึ่งสุก ตำผสมกับงาและน้ำตาลทราย
    * ข้าวเหนียวเสือเกลือก คล้ายข้าวโพดคลุกของภาคกลางแต่เปลี่ยนข้าวโพดเป็นข้าวเหนียวนึ่งสุกและใส่กะทิด้วย
    * ขี้หมาพองเช มีลักษณะเป็นก้อนๆ ทำจากข้าวเหนียวคั่วสุกจนเป็นสีน้ำตาล ตำให้ละเอียดเคล้ากับมะพร้าวขูด น้ำตาลโตนดที่เคี่ยวจนข้น เคล้ให้เข้ากันดี แล้วปั้นเป็นก้อน

  18. สันติ

    1.**ฟ้อนเล็บ เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวลานนาไทย ซึ่งมักจะแสดงในโอกาสพิเศษเพื่อต้อนรับแขกผู้มีเกียรติหรือฟ้อนสมโภชในทาง พุทธศาสนา ท่าเดินของฟ้อนเล็บนี้ถือกันว่าได้เลียนแบบมาจากการเยื้องย่างของช้าง ซึ่งในโบราณถือว่าเป็นสัตว์ชั้นสูงมีคุณค่ามาก แต่เดิมการฟ้อนเล็บนี้ไม่มีท่ารำเฉพาะแน่นอน พระราชชายาเจ้าดารารัศมี (ณ เชียงใหม่) ในรัชการที่ 5 (พ.ศ. 2416-2476) ได้ทรงโปรดปรับปรุงแก้ไขให้สวยงามและมีท่ารำเฉพาะแน่นอน

    2.**ฟ้อนดาบ เป็นการแสดงศิลปะอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ป้องกันตัวเป็นการแสดงชั้นเชิงของการต่อสู้รวมกับท่าฟ้อนที่สวยงาม

    3.**ฟ้อนสาวไหม เป็น การฟ้อนพื้นเมืองที่เลียนแบบมาจากการทอผ้าไหมของชาวบ้าน การฟ้อนสาวไหมเป็นการฟ้อนรำแบบเก่า เป็นท่าหนึ่งของฟ้อนเจิงซึ่งอยู่ในชุดเดียวกับการฟ้อนดาบ ลีลาการฟ้อนเป็นจังหวะที่คล่องแคล่วและรวดเร็ว (สะดุดเป็นช่วง ๆ เหมือนการทอผ้าด้วยกี่กระตุก) ประมาณปี พ.ศ. 2500 คุณบัวเรียว รัตนมณีกรณ์ ได้คิดท่ารำขึ้นมาโดยอยู่ภายใต้การแนะนำของบิดา ท่ารำนี้ได้เน้นถึงการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล ซึ่งเป็นท่าที่เหมาะสมในการป้องกันไม่ให้เส้นไหมพันกันในปี พ.ศ. 2507 คุณพลอยศรี สรรพศรี ช่างฟ้อนเก่าในวังของเจ้าเชียงใหม่องค์สุดท้าย (เจ้าแก้วนวรัฐ) ได้ร่วมกับคุณบัวเรียวขัดเกลาท่ารำขึ้นใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 คณะอาจารย์วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ได้คิดท่ารำขึ้นมาเป็นแบบฉบับของวิทยาลัยเอง การฟ้อนของทางศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่เป็นการรวบรวมท่ารำที่สวยงามของทั้งสอง ฝ่ายเข้าด้วยกัน

    4.**ระบำไก่ เป็นระบำชุดหนึ่งจากละครเรื่องพระลอตามไก่ เป็นการร่ายรำของบริวารของไก่แก้ว พระราชชายาได้ทรงคิดท่ารำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลองกู่ (ที่บรรจุอัฐิ) ของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2452 ที่ท่านทรงนำมารวบรวมไว้ที่วัดสวนดอก จากงานพระนิพนธ์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนรา-ธิปประพันธ์พงศ์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงประทานให้แก่ท่าน เรื่องพระลอนี้เป็นเรื่องทางลานนา เชื่อกันว่ามีเค้าโครงจากเรื่องจริง ซึ่งเกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 1629-1693 ระหว่างเมืองสองเมือง เมืองของพระลอกับเมืองของพระเพื่อนพระแพง สันนิษฐานว่าอยู่ในตอนเหนือของจังหวัดลำปางและจังหวัดแพร่ในปัจจุบันตาม ลำดับ ผู้เล่าเรื่องดั้งเดิมเป็นคนเมืองแพร่ เพราะเรื่องพระลอไม่ได้แพร่หลายในลานนาตะวันตก และเพราะว่าในสมัยโบราณแพร่ติดต่อกับกรุงศรีอยุธยามากกว่าติดต่อกับลานนา ตะวันตก จึงทำให้เรื่องพระลอถูกเขียนขึ้นเป็นครั้งแรกโดยกวีกรุงศรีอยุธยาในลักษณะ ลิลิตระหว่างพ.ศ.1991-2076

    5.**ฟ้อนเงี้ยว เป็นการฟ้อนของเมืองเหนือ ที่ได้ดัดแปลงมาจากการละเล่นของไทยใหญ่ (เงี้ยว) ต่อมาครูช่างฟ้อนในคุ้มหลวงเชียงใหม่ได้ปรับปรุงแก้ไขให้สวยงามขึ้น การแต่งกายสำหรับผู้ฟ้อนนิยมเป็น 2 แบบ แบบไทยใหญ่ใช้กางเกงเป้ากว้าง และแบบพม่าใช้ผ้าโสร่ง จะใส่ลอยชายหรือโจงกระเบนก็ได้
    6.**ระบำซอ ได้ถูกแต่งและประดิษฐ์จากครูเพลงและครูช่างฟ้อนในวังของเจ้าดารารัศมีในปี พ.ศ. 2470 ใช้ฟ้อนในโอกาสที่ถวายต้อนรับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2468-2478) เสด็จประพาสเชียงใหม่ และในโอกาสสมโภชน์ช้างเผือกซึ่งน้อมเกล้าฯถวายให้ท่าน การแต่งกายเป็นชุดกระเหรี่ยง

    7.**ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา เป็น การฟ้อนผสมระหว่างการฟ้อนในราชสำนักพม่าและรำไทยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ ทรงให้ครูช่างฟ้อนชาวพม่าและครูช่างฟ้อนในวังของท่านคิดท่ารำขึ้นมาระหว่าง ปี พ.ศ. 2458-2469 เครื่องแต่งกายเป็นแบบหญิงในราชสำนักพม่าสมัยพระเจ้าสีป้อ(พ.ศ.2421-2428) กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า

    8.**ฟ้อนลื้อ การฟ้อนนี้เดิมเป็นการฟ้อนของชาวไทยลื้อ หมู่บ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน บรรพบุรุษของชาวไทยลื้อนี้เดิมเป็นพวกอพยพสงครามจากแคว้นสิบสองปันนาในมณฑล ยูนานของจีน ชาวไทยลื้อเหล่านี้หลบหนีการต่อสู้ระหว่างพระเจ้าสิบสองปันนาและหลานชายซึ่ง สู้รบกันในระหว่างปี พ.ศ.2365-2366 แตกต่างจากบรรพบุรุษของชาวไทยลื้อกลุ่มอื่นในทางตอนเหนือของประเทศไทยซึ่ง อพยพมาก่อนหน้านี้ประมาณ 22 ปี ในฐานะเชลยสงครามบางพวกก็ถูกชักชวนให้มาตั้งถิ่นฐานใหม่

    9.**ฟ้อนโยคีถวายไฟ เจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. 2454-2482) เจ้าครองเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายได้ทรงให้นักดนตรีในวังของท่านและครูช่าง ฟ้อนชาวพม่าร่วมกันคิดท่ารำและบทเพลงขึ้นมาในโอกาสเสด็จประพาสเชียงใหม่ ของกรมพระนครสวรรค์วรพินิจ โอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2465 ท่ารำได้ดัดแปลงมาจากท่าฤษีดัดตน เดิมเป็นการแสดงของผู้ชาย ในปี พ.ศ. 2477 ได้เปลี่ยนให้เป็นท่ารำของผู้หญิงเนื่องจากช่างฟ้อนผู้ชายหายาก

    10.**ฟ้อนน้อยใจยา เป็นฉากหนึ่งของละครเพลงชื่อเดียวกัน ได้แต่งขึ้นในปี พ.ศ. 2464 โดยท้าวสุนทรโวหาร คนเขียนหนังสือของอนุชา เจ้าดารารัศมี และถวายแก่เจ้าดารารัศมีในวันเกิดของท่าน ต่อมาเจ้าดารารัศมีได้ขัดเกลาบางตอนของละครและแต่งเพลงน้อยใจยาขึ้น ฉากนี้แสดงถึงน้อยใจยาชายหนุ่มผู้ยากจนได้ตัดพ้อต่อว่าแว่นแก้วสาวงามแห่ง หมู่บ้าน ซึ่งจะแต่งงานกับส่างนันตาชายหนุ่มผู้ร่ำรวยแต่หน้าตาอัปลัษณ์ของอีกหมู่ บ้านหนึ่ง แว่นแก้วบอกน้อยใจยาว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่เป็นความเห็นชอบของบิดามารดาและได้ยืนยันความรักของเธอที่มีต่อเขา หลังจากปรับความเข้าใจกันแล้วก็พากันหนีไป

    11.**ฟ้อนเทียน ใช้ ฟ้อนในเวลากลางคืน ไม่สวมเล็บ แต่ถือเทียนสองข้างประกอบการฟ้อนพระราชชายาฯได้ทรงปรับปรุงขึ้นจากการฟ้อน เล็บ เพื่อจะฟ้อนรับเสด็จรัชกาลที่ 7 ในคราวเสด็จประภาสเชียงใหม่พ.ศ.2469

    12.**ฟ้อนไต ไตคือชื่อที่คนไทยใหญ่เรียกตัวเอง คนไทยใหญ่นี้นอกจากจะอาศัยอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์แล้วยังอาศัยอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย ฟ้อนไตได้ถูกคิดท่ารำโดยครูแก้วและนางละหยิ่น ทองเขียวผู้เป็นภรรยา ผู้ซึ่งเป็นคนไทยใหญ่ด้วย โดยในระหว่าง พ.ศ. 2483-97 ขณะที่ นางละหยิ่นได้อาศัยที่เชียงใหม่กับครูแก้ว นางได้เห็นการแสดงฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตาและได้ประทับใจมาก เมื่อนางกับครูแก้วกลังไปอยู่แม่ฮ่องสอนแล้ว จึงได้คิดท่ารำของฟ้อนไตขึ้นจากท่ารำของรำไทย พม่า และฟ้อนเชียงใหม่ ในปีพ.ศ.2500

    13.**รำวง เกิดจากรำโทนของนครพนมและได้แพร่หลายไปยังภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย ต่อมาจอมพล ป.พิบูลสงครามได้มีคำสั่งให้กรมศิล์ปากรจัดท่ารำเป็นรำวงมาตรฐานขึ้น

  19. เด็กหญิงกนกพร ศรีใจ

    ข้าวหนุกงา

    คำว่า “หนุก” เป็นภาษาเหนือ แปลว่า นำไปคลุก… งา (ทั้งขาวและดำ) เป็นอาหารสุขภาพ ให้กรดไขมัน 2 ชนิด คือ ไลโนเลอิก และไลโนเลนิกแอซิค และยังมีแคลเซียมสูง

    เครื่องปรุง

    ข้าวเหนียวดำ100กรัม

    ข้าวเหนียวขาว 200 กรัม

    งาขาวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
    งาดำคั่ว 4 ช้อนโต๊ะ

    เผือก 100 กรัม

    ถั่วทอง เลาะเปลือก 30 กรัม

    มะพร้าวทึนทึก 1 ซีก

    น้ำตาลทราย ดอกอัญชัน ใบเตย และขมิ้นผง

    วิธีทำ

    แช่ข้าวเหนียวดำในน้ำธรรมดา แช่ข้าวเหนียวขาวโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก แช่ในน้ำคั้นจากใบเตย ส่วนที่สอง แช่ในน้ำกอกอัญชัน ส่วนที่สาม แช่ในน้ำขมิ้น แช่ถั่วทองในน้ำอุ่น ทั้งหมดแช่ทิ้งไว้ประมาณ 3 ช.ม

    1. นึ่งข้าวเหนียวสองชนิดแยกกัน คือ นึ่งข้าวเหนียวดำพร้อมกับถั่วทอง นึ่งข้าวเหนียวขาวสีต่างๆ พร้อมกับเผื่อก ที่หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก สุดท้าย นึ่งมะพร้าวที่ขูดเป็นเส้นๆ
    ปั้นข้าวเหนียวทุกชนิดเป็นก้อนขนาดพอคำ ข้าวเหนียวดำคลุกกับงาขาวให้ทั่วก้อน ข้าวเหนียวขาวสีต่างๆ คลุกกับ งาขาวสลับกับงาดำ จัดใส่จานที่รองด้วยมะพร้าวขูด ถ้าชอบทานหวาน ให้โรยน้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลอ้อยที่เป็นแว่นบาง

  20. เด็กหญิงพัชรินทร์ สุรินทร์ต๊ะ

    ชาติไทย เป็นชาติใหญ่ใน เอเชีย มาแต่ก่อน พุทธกาล เรามีแบบ เครื่องแต่งกาย ของเรา โดยไม่ได้ ลอกแบบ ใคร ทั้งสิ้น ไทยสมัย นั้น ชายหญิง ตาม การสันนิษฐาน ว่า นุ่งกางเกง กันเป็นพื้น เราเคยเข้าใจว่า จีนนุ่งกางเกง มาก่อนไทย เพราะมีคำว่า ”กางเกงจีน” ทำให้เราเข้าใจเช่นนั้น แท้จริงแล้ว จีน น่าจะลอกแบบ ไปจากไทย ด้วยซ้ำ ตามหลักฐาน การค้นคว้า ภายหลังทำให้ทราบชัดขึ้นว่า ไทยไม่ได้ เชื้อสาย มองโกเลีย กับจีน แต่ไทยเรา น่าจะเป็น เชื้อสาย กับ ”มาเลเซีย” มากกว่า และก็ได้แผ่ขยายขึ้นไปจาก แผ่นดิน แหลมทอง ไม่ได้ลงมาจากเหนือ สิ่งที่เป็น พยานหลักฐาน นับว่าได้แก่ บรรดา เครื่องมือดิน และ พวกภาชนะ เครื่องปั้นดินเผา นั่นเอง ทั้งจีนเองก็เพิ่ง เคลื่อนย้าย มาอยู่ ตามแถบ แม่น้ำไหล ( สาขาของ แม่น้ำ แยงซีเกียง ) เรื่องราว 2000 ปี ก่อนพุทธศก นี้เอง แต่ไทยเรา ครอบครองแดน จีน มา ไม่ต่ำกว่า 4500 ปีแล้ว การแต่งกาย ของจีน นั้น รุ่มร่มกว่า เพราะต้องอยู่กับอากาศหนาว และต้องผ่าน ทะเลทราย โคบี อันไพศาล มาด้วย ประกอบกับ ไทยต้องอยู่ในประเทศ ลุ่มๆ ดอนๆ จึงจำต้อง แต่งกาย ให้เหมาะสม และสะดวก ใน การเดินทาง ซึ่งในสมัยนั้น จะดีกว่า การเดินเท้าเปล่า ก็เพียงเลื่อน และ เกวียน การแต่งกาย จึงขึ้นอยู่กับ การอาชีพ สภาพของ ดินฟ้าอากาศ และ ภูมิประเทศ นี่เป็น การสันนิษฐาน เรื่องไทย นุ่งกางเกง มาก่อน

  21. ด.ช.สมศักดิ์ ลุงซอ

    ช่วงเวลา วันเพ็ญเดือนสิบสอง

    ความสำคัญ
    เพื่อบูชาแม่คงคา ขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในน้ำและอธิษฐานบูชารอยพระพุทธบาท

    พิธีกรรม
    ก่อนถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองชาวบ้านจะเตรียมอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
    ๑. แพผ้าป่าน้ำ ทำจากต้นกล้วยมาตกแต่งให้สวยงามด้วยดอกไม้ธูปเทียน ธงหลากสี ใส่หมากพลู บุหรี่ ขนม ผลไม้ เศษสตางค์ เพื่อเป็นทานสำหรับคนยากจนที่เก็บแพผ้าป่าน้ำได้
    ๒. กระทงสาย แต่เดิมตัวกระทงสายจะทำจากใบพลับพลึงอ่อนสีขาว เย็บเป็นรูปกระทง ไส้กระทงจะทำด้วยเชือกฝั้น และใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นเชื้อไฟ ปัจจุบันจะใช้กะลามะพร้าว ซึ่งต้องใช้เป็นจำนวนมากนับหมื่นใบ มีไส้กระทงเป็นเทียนหล่อในกะลา มีเชือกฝั้นเป็นไส้หรือจะใช้ขี้ไต้ก็ได้
    เมื่อถึงเวลา ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านจะจัดขบวนแห่ แต่งตัวกันสวยงามร่ายรำกันเป็นขบวนนำกระทงสายมายังท่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำปิง เมื่อมาถึงพร้อมกันก็จะทำพิธีจุดธูปเทียนบูชาแม่คงคาขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ รำลึกจิตอธิษฐานบูชารอยพระพุทธบาทที่พระพุทธเจ้า และสุดท้ายอธิษฐานเพื่อลอยทุกข์โศก โรคบาปให้ตัวเองและครอบครัวแล้วทำการปล่อยแพผ้าป่าน้ำ
    หลังจากนั้นชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านก็จะจับสลากว่า ใครจะเป็นผู้ปล่อยกระทงสายก่อน หมู่บ้านใดได้ลอยก่อน ก็จะพากันแบกอุปกรณ์ไปบริเวณที่จะปล่อยกระทง สมาชิกจะต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือและจะต้องทำงานประสานกัน คือ คนหนึ่งเตรียมกะลามะพร้าวนำขี้ไต้วางในกะลาส่งให้ผู้จุดไฟ ส่งให้ผู้ปล่อยกะลาลงในน้ำ ซึ่งจะต้องใช้ความชำนาญในการปล่อยกะลามะพร้าวลงแม่น้ำให้เป็นระยะ ๆ ให้ห่างเท่ากันโดยสม่ำเสมอ กะลามะพร้าวก็จะลอยเป็นสายไปในแม่น้ำปิง ส่องแสงระยิบระยับสวยงาม และหากหมู่บ้านใดลอยได้ระยะสม่ำเสมอสวยงาม แสงไฟไม่ดับตลอดไป ซึ่งมีระยะห่างจนสุดสายตา ก็จะเป็นผู้ชนะสำหรับปีนั้น และขณะที่สมาชิกส่วนหนึ่งปล่อยกระทง ที่เหลือก็จะเป็นกองเชียร์ ส่งเสียงเชียร์ตีกลองร่ายรำกันอย่างสนุกสนาน

    สาระ
    การลอยกระทงสายเป็นประเพณีที่เป็นแบบเฉพาะของชาวตาก ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน แสดงถึงความสามัคคีและความเป็นมิตรไมตรีของชาวบ้านในชุมชนนั้น

  22. กฤษฎา รับรู้ ม.3/1

    ประวัติโคมลอย
    โคม ลอย หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า ว่าวหรือ โกม ยังแยกเป็นว่าวลม คือ ใช้ปล่อยในเวลากลางวัน และว่าวไฟใช้ปล่อยเวลากลางคืนโคมลอยมีลักษณะคล้ายลูกบอลลูน วัตถุประสงค์
    ในการปล่อยโคมลอยโดยทั่วไปแล้วชาวบ้านจะมีความเชื่อกันคือ
    1. เพื่อทำเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา
    2. เพื่อให้โคมนั้นช่วยนำเอาเคราะห์ร้าย ภัยพิบัติต่างๆ ให้หายไปจากหมู่บ้าน
    3. เพื่อความสนุกสนานรื่นเริงในเทศกาลต่างๆ
    วิธีทำ
    การทำโคมลอยนั้นในแต่ละหมู่บ้านก็จะมีคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำ การทำโคมจะ
    ร่วม กันทั้งหมู่บ้าน เมื่อรู้ข่าวว่าจะมีการปล่อยโคม ก็จะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ชาวบ้าน ต่างก็จะเอากระดาษที่เรียกกันว่า กระดาษว่าว มีสีต่างๆ กันหลายสีมารวมกันที่วัด ช่วยกันทำ โดยจะมีเจ้าตำรับหรือชาวบ้านจะเรียกว่า “เจ้าต่ำฮา” ได้กล่าวไว้ว่า จะใช้กระดาษเนื้อบาง ติดประกอบกันเป็นรูปทรงต่าง ๆ ส่วนใหญ่ทำเป็นลักษณะของถุงลมก้นใหญ่ วงปากแคบ กระดาษที่ใช้ทำนั้น จะใช้กระดาษสีเดียวหรือหลาย สี ก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ ในสมัยก่อนนิยมมาช่วยกันทำที่วัด เพราะต้องใช้ สถานที่ทำเป็นลานกว้าง (เจ้าตำรา) เป็นคนคอยควบคุมดูแลให้เป็นไปตามตำรา ต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือจนเสร็จ
    วิธีปล่อย
    เมื่อทำเสร็จแล้วก็ ต้องรอฤกษ์ในการปล่อย จนกระทั่งได้เวลาเหมาะแล้วก็จะช่วยกัน บ้างก็ถือไม้ค้ำยันไว้ เพื่อให้โคมลอยทรงตัวได้ อีกพวกหนึ่งก็เอาเชื้อเพลิงซึ่งจะใช้ผ้าชุบน้ำมันยางเผาหรือใช้ชัน ซึ่งเรียกกันว่า ขี้ขะย้า เผาเพื่อให้เกิดควัน นอกนั้นอยู่รอบๆ โดยเฉพาะพวกเด็กๆ จะมาห้อมล้อมดูด้วยความสนใจ บางทีก็จะมีกองเชียร์คือ กลองซิ่งม่องตีกันอย่างสนุกสนาน เมื่ออัดควันเข้าเต็มที่แล้วก็จะปล่อยขึ้นไปก็จะมีเสียงประทัดดังสนั่นหวั่น ไหว กลองเชียร์ก็เร่งเร้าทำนองกลองให้ตื่นเต้นเร้าใจ
    การปล่อยว่าวหรือ โคมลอยนี้ ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า เพื่อให้ว่าวได้นำเอาเคราะห์ร้ายภัยพิบัติต่าง ๆ ออกไปจากหมู่บ้าน ดังนั้นว่าวหรือโคมลอยที่ปล่อยขึ้นไป ถ้าไปตกในบ้านใครบ้านนั้นต้องจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อล้างเสนียด จัญไรทั้งปวงออกไป นอกจากนี้ ยังถือกันว่าเป็นการทำเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเพื่อความสนุกสนาน สร้างความสามัคคีในหมู่บ้านอีกด้วยในปัจจุบันนี้ ก็ได้เริ่มนำเอาโคมลอยมาปล่อยในประเพณีสำคัญ ๆ เช่น งานล่องสะเปา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา งานลอยกระทง และงานที่เป็นสิริมงคลและอวมงคล

  23. สันติ

    ชื่อ ชนกว่าง
    ภาค ภาคเหนือ
    จังหวัด เชียงใหม่

    ในบรรดาการละเล่นพื้นบ้านทางภาคเหนือ โดยเฉพาะการละเล่นที่เกี่ยวข้องกับสัตว์นั้น การเล่นชนกว่างนับได้ว่าเป็นที่นิยมไม่น้อยกว่าการชนไก่ กัดปลา ชนวัว หรือวิ่งควาย
    ของภาคอื่น ๆกว่าง เป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลด้วงมี ๖ ขา แต่ละขามีเล็บ
    สำหรับเกาะยึดกิ่งไม้ ใบไม้ได้อย่างมั่นคง กว่างบางชนิดมีเขา บางชนิดไม่มีเขา บางชนิด
    ไม่นิยมนำมาเลี้ยง บางชนิดนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นเช่น กว่างซาง กว่างงวง กว่างกิ กว่างกิอุ
    และกว่างอี้หลุ้มกว่างซาง เป็นกว่างตัวโต ปีกและลำตัวสีน้ำตาลหรือสีแดงด้าน ๆ มีเขา
    ด้านบน ๕ เขา ด้านล่าง เขาเขาด้านล่างขยับหนีบเข้าหากันได้มักกินหน่อไม้ซางเป็นอาหารอุปนิสัยอืดอาดช้า
    จึงไม่นิยมนำมาเลี้ยงกว่างงวง เป็นกว่างที่มีลำตัวกลม ปีกสีแดง ส่วนหัวสีดำ มีเขาบนเขาเดียวงอโง้งเหมือนงวงกว่างกิเป็นกว่างตัวเล็กเขา
    บนสั้นมากจนเกือบกุด ส่วนเขาล่างยาวกว่า กว่างกิอุจะตัวโตกว่าและเขาบนจะยาวกว่า
    กว่างอีหลุ้ม หรือกว่างแม่มูด เป็นกว่างตัวเมีย ไม่มีเขา มักนิยมนำมาใช้ล่อในการชน

    อุปกรณ์ในการเล่น
    กว่างที่นิยมนำมาเลี้ยงไว้ชนนั้น จะเป็นกว่างตัวผู้และมีเขาทั้งบนและล่าง ปลายเขาจะแยกออก
    เป็นแฉกและแหลมคม เขาบนติดกับส่วนหัวไม่สามารถขยับได้ ส่วนเขาล่างสามารถขยับหนีบได้ ซึ่งส่วนเขานี้เองคืออาวุธสำคัญในการต่อสู้กับศัตรูกว่างชน ที่นิยมนำมาเลี้ยงไว้ชน ได้แก
    ่ กว่างกิโตน กว่างแซม กว่างซ้ง กว่างรักน้ำปู๋ และกว่างรัก
    น้ำใสกว่างกิโตนนั้น เขาบนและเขาล่างยาวมาก แต่เขาล่างจะยาวกว่าเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นกว่างซ้น
    เขาบนและเขาล่างยาวมากและเท่า ๆ กัน ปลายเขาแหลมคม
    สำหรับกว่างแซม เขาจะสั้นเท่ากันทั้งบนและล่าง ส่วนกว่างรักน้ำปู๋ เป็นกว่างที่มีสีดำสนิททั้งตัว
    ถ้าเป็นกว่างรักน้ำใส จะมีสีดำออกแดงน้ำตาลเล็กน้อย
    ขณะเลี้ยงดูกว่างผู้เลี้ยงก็จะฝึกฝนทักษะการต่อสู้ด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น ใช้ไม้ไผ่เหลากลม
    สอดระหว่างเขาทั้งคู่แล้วปั่น ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง เพื่อฝึกปฏิกิริยาในการต่อสู้บางครั้งก็ใช้เชือกเส้นเล็กผูกติดกับเขาบน
    แล้วแกว่งเป็นวงกลมให้กว่างบินเป็นระยะ ๆ เพื่อฝึกกำลัง บางครั้งก็หากว่างตัวอื่น ๆ ที่มีกำลังด้อยกว่าคู่ซ้อม ให้เกิดความฮึกเหิม ฝึกฝนจนเห็นว่าพอจะนำไปเปรียบชนกับคนอื่นได้แล้ว จึงนำไปที่บ่อนชนกว่างการเล่นชนกว่างตามบ่อนนับว่าสนุกมาก เพราะมีการเปรียบกว่างหลายคู่ มีการพนันขันต่อเข้ามาเพิ่มรสชาติด้วย
    ตามอัธยาศัย เมื่อเปรียบกว่างและตกลงกันแล้วว่าจะชนกัน เจ้าของกว่างก็จะนำกว่าง
    มาเกาะท่อนอ้อย ซึ่งเปรียบเสมือนสนามประลอง โดยให้เกาะท่อนอ้อยทางด้านปลายทั้งสองให้เผชิญหน้ากันตรงกลางท่อนอ้อย จะฝังกว่างอีหลุ้มไว้ โดยให้ส่วนหลังโผล่ออกมา หลังจากนั้นเจ้าของกว่างก็จะใช้ไม้ไผ่เหลาเสียบเขาให้กว่างเดินเข้ามาหาคู่ ต่อสู้พอได้กลิ่นกว่าง
    อีหลุ้ม กว่างทั้งสองก็จะเกิดการหวงและเข้าต่อสู้กัน โดยการ คาม หรือเอาเขาประสานกัน ต่างฝ่ายต่างหนีบกัน โดยไม่เพลียงพล้ำ เมื่อกว่างตัวใดพยายามเบี่ยงตัวและชิงความได้เปรียบโดยสามารถใช้เขาหนีบ
    คู่ต่อสู้เพียงฝ่ายเดียว ในขณะประสานเขาอยู่นั้น
    จะเรียกว่าไหล แต่ถ้าได้เปรียบจนสามารถใช้ปลายเขางัดคู่ต่อสู้จนตัวลอย จะเรียกว่า แคะ บางตัวสามารถหนีบคู่ต่อสู้ด้วยเขาทั้งสอง ยกชูขึ้นลอยทั้งตัว ก็จะถือว่าได้ชัยชนะโดยเด็ดขาดบางตัวถึงตายเพราะถูกคู่ต่อสู้หนีบด้วยเขาในลักษณะนี้ แต่บางตัวก็ถอดใจ ล่าถอยไม่ยอมประสานเขาเรียกว่า ถอด และหันหลังหนีไปก็จะถือว่าแพ้ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่ากว่างของตนยังสู้
    ได้หรือไม่ เจ้าของจะจับกว่างมาพ่นน้ำหรือจับแกว่งให้บิน แล้วประลองใหม่ ถ้ากว่างตัวนั้นถอยหนีอีกก็จะถือ
    ว่าแพ้จริง ๆ

    โอกาสหรือเวลาที่เล่น
    ฤดูกาลเล่นชนกว่างจะเริ่มต้นตั้งแต่กลางฤดูฝนไปจนถึงต้นฤดูหนาวโดยชาวบ้านจะไปจับ
    ตามกอไม้รวกด้วยการเขย่าให้ตกลงมาถ้าเห็นว่ามีลักษณะดีตรงตามชนิด
    ที่จะสามารถนำมาเลี้ยงไว้ชนได้ก็จะนำมาเลี้ยง โดยให้อาหารจำพวกหน่อไม้
    ลูกบวบ กล้วยสุก อ้อย

    คุณค่าและแนวคิด
    ปัจจุบัน การเล่นชนกว่างยังคงนิยมเล่นกันอยู่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
    ถ้าผู้ใหญ่เล่นมักนิยมไปเล่นในบ่อน
    เพื่อการพนัน แหล่งซื้อหากว่างที่รู้จักกันดีอยู่ตรงริมแม่น้ำปิง เชิงสะพานนวรัฐ ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่และตามกาดหรือตลาดทั่วไป

  24. ด.ญ.ปรียานุช ชุดเงิน

    ประเพณีปอยหลวง

    ประเพณีงานปอยหลวงเป็นงานทำบุญเพื่อเฉลิมฉลองศาสนสมบัติต่าง ๆ เพื่อให้เกิดอานุสงส์แก่ตนและครอบครัว ถือว่าได้บุญกุศลแรงมาก นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องแสดงถึงความสามัคคีกลมเกลียวของคณะสงฆ์และชาวบ้าน ด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ การทำบุญปอยหลวงที่นิยมทำกันคือทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วก็ได้ สิ่งสำคัญที่ได้จากการทำบุญงานปอยหลวงอีกอย่างหนึ่งก็คือ การแสดงความชื่นชมยินดีร่วมกันเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่คนในท้อง ถิ่นโดยการจัดมหรสพสมโภชเพราะหนึ่งปีถึงจะได้มีโอกาสได้เฉลิมฉลองถาวรวัตถุ ต่างๆ ได้ หรือบางแห่งอาจใช้เวลาหลายปีเพราะสิ่งปลูกสร้างบางอย่างใช้เวลาสร้างนานมาก สิ้นเปลืองเงินทองมหาศาล จะต้องรอให้สร้างเสร็จและมีเงินจึงจะจัดงานเฉลิมฉลองเป็นงานปอยหลวงขึ้นมา ได้

    ก่อนงานปอยหลวง ๑ วันเรียกว่า วันดา ชาวบ้านจะนำสิ่งของที่ซื้อไว้ไปรวมกันที่วัด เรียกว่า รวมครัว โดยตกแต่งประดิษฐ์ประดอยให้สวยงาม ตามแต่จะคิดขึ้น เรียกสิ่งที่ตกแต่งนี้ว่า ครัวทาน หรือ คัวตาน เพื่อแห่ไปยังวัดที่จะจัดงานปอยหลวง ส่วนวัดที่จะจัดงานปอยหลวง คณะกรรมการจัดงานจะจัดทำตุงตุงยาว และช่อช้าง นำไปทานและปักไว้บนเสาไม้ไผ่ ซึ่งปักไว้สองข้างทางเข้าสู่วัดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าวัดนี้จะมีงานปอยหลวง ในตอนเย็นวันเดียวกันก็จะนิมนต์พระอุปคุต (ก้อนหิน) จากท่าน้ำใกล้วัด โดยอัญเชิญมาไว้ที่หออุปคุต ซึ่งมีลักษณะเหมือนศาลเพียงตาพร้อมเสื่อ หมอน น้ำต้น (คนโท)ขันดอกไม้ ธูปเทียน การนำก้อนหินซึ่งสมมุติเป็นพระอุปคุตมาจากแม่น้ำ เพราะมีความเชื่อว่าพระอุปคุตสามารถปกป้องคุ้มครองให้งานสำเร็จราบรื่น ปลอดภัยจากเหตุร้ายต่างๆ พระอุปคุตนี้เมื่อเสร็จงานแล้วต้องนิมนต์ท่านกลับไปอยู่ที่กลางน้ำเหมือน เดิม
    เมื่อถึงวันงานบุญปอยหลวง ในวันแรกจะเป็นครัวทานหรือเครื่องไทยทานของชาวบ้านที่เป็นศรัทธาของวัดที่มี งานแห่ปอยหลวงเข้าวัดก่อน ส่วนวันต่อไปก็จะมีคณะศรัทธาหัววัดต่างๆ จัดขบวนแห่เครื่องไทยทานมาจากวัดของตนเองไปร่วมทำบุญงานปอยหลวงด้วย ขบวนแห่ครัวทานมักจะมีสาวงามฟ้อนเล็บนำขบวนด้วย ชาวเหนือถือว่าหากใครได้ฟ้อนนำครัวทานเข้าวัดแล้วจะได้อานิสงส์มาก เกิดไปในภายหน้าจะมีรูปร่างหน้าตางดงามยิ่งขึ้น
    เมื่อขบวนแห่ครัวทานเข้ามาในวัดแล้วจะมีการเลี้ยงดูแขกที่มาจากต่างบ้าน การเลี้ยงอาหารชาวบ้านจะทำหลังเวลาถวายเพลพระภิกษุสามเณร ส่วนครัวทานที่แห่มาถึงวัดในช่วงบ่ายเจ้าภาพก็จะมีการเลี้ยงของว่าง และน้ำดื่ม มีหมาก เมี่ยง บุหรี่เจ้าภาพจะจัดเตรียมไว้ทุกๆ วันจนกว่าจะเสร็จงาน
    ส่วนคณะสงฆ์ที่เดินทางมายังวัดของเจ้าภาพทางวัดจะเตรียมการต้อนรับให้เป็น พิเศษ เรียกว่า “เกณฑ์รับหัววัด” เมื่อบอกบุญไปกี่วัดก็เตรียมของไว้ต้อนรับเท่านั้น รวมทั้งพระสงฆ์ที่นิมนต์มาทำพิธีสวดเบิกในวันสุดท้ายด้วย เมื่อคณะศรัทธาหัววัดต่างๆ มาถวายเครื่องไทยทาน พระสงฆ์ที่คอยต้อนรับจะให้ศีลให้พรตามธรรมเนียม พระที่จะให้ศีลนั้นควรเป็นพระที่อาวุโสที่สุดหรือพระที่ชาวบ้านเคารพ เลื่อมใส
    วันสุดท้ายของงานจะมีความสนุกสนานเป็นพิเศษ บางแห่งคณะศรัทธาของแต่ละบ้านนำครัวทานของตนที่จัดขึ้นหรือรวมกลุ่มกัน จัดเครื่องครัวทานแล้วนำไปถวายวัด คณะสงฆ์จะมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์และมีการสวด อบรมสมโภช หรือสวดเบิก ซึ่งเป็นการสวดที่ไพเราะน่าฟังมาก ยังมีการเทศน์บอกกล่าวถึงอานิสงส์ของการก่อสร้างอีกด้วย ในวันรุ่งขึ้นก็มีการทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ สามเณร มีอาจารย์วัดกล่าวถวายสิ่งปลูกสร้างที่ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างมา เสร็จแล้วก็ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ที่มาร่วมพิธี พระสงฆ์ให้ศีลให้พรแด่คณะศรัทธาที่มาร่วมงานก็เป็นอันเสร็จพิธีทำบุญปอยหลวง

  25. ด.ญ.มาลินี ดุสิรัตน์

    ประเภทของขนมไทย

    แบ่งตามวิธีการทำให้สุกได้ดังนี้ [2]

    * ขนมที่ทำให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทอง กวนตั้งแต่เป็นน้ำเหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาดเมื่อเย็นจึงตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน ขนมศิลาอ่อน และผลไม้กวนต่างๆ รวมถึง ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว และกะละแม
    * ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง ใช้ลังถึง บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าว เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมน้ำดอกไม้
    * ขนมที่ทำให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมลงในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน กล้วยเชื่อม จาวตาลเชื่อม
    * ขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด
    * ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่งหรืออบ ได้แก่ ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ขนมกลีบลำดวน ขนมทองม้วน สาลี่แข็ง ขนมจ่ามงกุฏ นอกจากนี้ อาจรวม ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมดอกลำเจียกที่ใช้ความร้อนบนเตาไว้ในกลุ่มนี้ด้วย
    * ขนมที่ทำให้สุกด้วยการต้ม ขนมประเภทนี้จะใช้หม้อหรือกระทะต้มน้ำให้เดือด ใส่ขนมลงไปจนสุกแล้วตักขึ้น นำมาคลุกหรือโรยมะพร้าว ได้แก่ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ขนมเหนียว ขนมเรไร นอกจากนี้ยังรวมขนมประเภทน้ำ ที่นิยมนำมาต้มกับกะทิ หรือใส่แป้งผสมเป็นขนมเปียก และขนมที่กินกับน้ำเชื่อและน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม

  26. สันติ

    การเล่นเข้าผี
    การเล่นเข้าผีนิยมเล่นในเทศกาลตรุษสงกรานต์ของทุกภาค แต่จะแพร่หลายมากในภาคกลาง ภาคเหนือ เรียกว่า ฟ้อนผี ซึ่งจะมีผีหลายชนิดภาคใต้ เรียกว่า การเล่นเชื้อ อุปกรณ์การเล่นขึ้นอยู่กับการเลือกเล่นเข้าผีชนิดใด เช่นผีสุ่มก็ใช้สุ่ม ผีกะลาก็ใช้กะลา มีเครื่องประกอบการเล่น เช่น ธูป เทียน สำหรับจุดเชิญ และผ้าผูกตา เป็นต้น ส่วนที่สำคัญคือ คนรับอาสาให้ผีเข้า มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หญิงและชาย มักเล่นในเวลาเย็นหรือย่ำค่ำ ผีที่นิยมเล่นคือ

    ผีคน ได้แก่ เล่นแม่ศรี ผีเจ๊ก ผีนางกวัก
    ผีสัตว์ ได้แก่ ผีลิงลม ผีควาย ผีช้าง ผีหงส์ ผีมดแดง ผีอึ่งอ่าง ผีปลา ฯลฯ
    ผีที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ ได้แก่ ผีกระด้ง ผีสุ่ม ผีกะลา ผีจวัก

    วิธีเล่น เมื่อจุดธูปเชิญผีแล้ว ก็ผูกผ้าปิดตาผู้อาสาเชิญผีเข้า ต่อมาจึงร้องเพลงเชิญผี เชิญผีชนิดใดก็ร้องเพลงของผีชนิดนั้นๆ เนื้อความของเพลงที่ร้องจะร้องกันมาแต่โบราณ ร้องซ้ำๆ กันหลายๆ ครั้ง จนผู้อาสาให้ผีเข้าเริ่มโงนเงนแสดงว่าผีมาแล้ว ผู้ร่วมเล่นจะร้องเพลงเชิญชวนให้ร่ายรำกระโดดโลดเต้น และวิ่งไปมา หรือไล่จับกันไปตามอิริยาบถของลักษณะผีเมื่อเล่นเป็นที่พอใจแล้วประสงค์จะ ให้ผีออก ก็ร้องตะโกนที่หูหรือผลักให้ล้มกระโดดข้ามตัวผู้อาสาเชิญไปมา ๓ เที่ยว ผู้อาสาเชิญผีเข้าก็จะรู้สึกตัวเป็นปกติ

  27. ด.ญ. ชลารินทร์ ไชยอุุุ่่่น

    ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการอยู่ร่วมกัน

    การอยู่ร่วมกันในชุมชนดั้งเดิมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องไม่กี่ตระกูล ซึ่งได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ หรือสืบทอดบรรพบุรุษจนนับญาติกันได้ทั้งชุมชน มีคนเฒ่าคนแก่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือเป็นผู้นำหน้าที่ของผู้นำไม่ใช่ การสั่ง แต่เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษา มีความแม่นยำในกฎระเบียบประเพณีการดำเนินชีวิต ตัดสินไกล่เกลี่ยหากเกิดความขัดแย้ง ช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

    ปัญหาในชุมชนก็มีไม่น้อย ปัญหาการทำมาหากิน ฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด โจรลักวัวควาย เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีปัญหาความขัดแย้งภายในชุมชนหรือระหว่างชุมชน การละเมิดกฎหมายประเพณี ส่วนใหญ่จะเป็นการ “ผิดผี” คือ ผีของบรรพบุรุษ ผู้ซึ่งได้สร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้ เช่น กรณีที่ชายหนุ่มถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน เป็นต้น หากเกิดการผิดผีขึ้นมา ก็ต้องมีพิธีกรรมขอขมา โดยมีคนเฒ่าคนแก่เป็นตัวแทนของบรรพบุรุษ มีการว่ากล่าวสั่งสอนและชดเชยการทำผิดนั้นตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้

    ชาวบ้านอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ยามเกิดอุบัติเหตุเภทภัย ยามที่โจรขโมยวัวควายข้าวของ การช่วยเหลือกันทำงานที่เรียกกันว่า การลงแขก ทั้งแรงกายแรงใจที่มีอยู่ก็จะแบ่งปันช่วยเหลือ เอื้ออาทรกัน การ แลกเปลี่ยนสิ่งของ อาหารการกิน และอื่นๆ จึงเกี่ยวข้องกับวิถีของชุมชน ชาวบ้านช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าว สร้างบ้าน หรืองานอื่นที่ต้องการคนมากๆ เพื่อจะได้เสร็จโดยเร็ว ไม่มีการจ้าง

  28. จินตนา-น้ำตาล(ม.3/1)

    อาหารไทยพื้นบ้านภาคเหนือ

    น้ำพริกตาแดง

    น้ำพริกตาแดง หรือ น้ำพริกแดง ประกอบด้วยเครื่องปรุงดังนี้
    พริกแห้ง ( เลือกเม็ดแดง ) ปลาย่าง หอม กระเทียม ถั่วเน่าแข็บ ปลาร้า เกลือ ( จะใส่กะปิก็ได้ )
    ขั้นตอนการทำ เริ่มจากนำพริกเสียบไม้ไปย่างไฟอ่อนเรียกว่า ภิงไฟ พอให้กรอบและหอม อย่าให้เกรียม
    นำกระเทียมและหอมไปหมกไฟพอสุก แกะเปลือกออก กะปิย่างไฟ ปลาร้าสับห่อใบตองหมกไฟหรืออย่างไฟให้สุก ถั่วเน่าแข็บปิ้งไฟให้เหลืองหอม
    ส่วนปลาย่างนำไปปิ้งให้หอมและกรอบ จากนั้นนำส่วนประกอบต่าง ๆ โขลกเข้าด้วนกัน อาจมีการเติมน้ำในขณะตำเล็กน้อยให้น้ำพริกเหนียว และละเอียด
    ก่อนรับประทานอาจเผามะเขือเทศลงตำด้วยและโรยต้นหอมผักชีก็ได้

    น้ำพริกตาแดงนี้ สามารถตำเก็บไว้นานนับเดือนสำหรับรับประทานประจำในสำรับในยามเดินทางไกล หรือติดข้าวห่อยามออกไปทำงานนอกบ้าน
    ซึ่งสมัยก่อน มักเอาใบตองแห้งห่อไว้ และเมื่อเก็บไว้นานอาจมีลักษณะแห้ง ดังนั้นเมื่อจะรับประทานจะเอาน้ำหยดใส่ แล้วคนให้มีลักษณะเหนียว
    หรือเหลวเล็กน้อย หรืออาจบีบเอาน้ำจากผลมะกอกเติมก็ได้

    การกินน้ำพริกแดงโดยทั่วไปนิยมกินกับผักสุก โดยการนึ่ง ต้ม หรือลวก เช่นผักกาด ฯลฯ และอาจมีชิ้นปิ้ง คือเนื้อปิ้ง หรือทอดรับประทานร่วมด้วย
    บ้างก็ชอบรับประทานพร้อมกับ แคบหมู ผักกาดจอ เป็นต้น

    จากการศึกษาอาหารไทยพื้นบ้านภาคเหนือของเสาวภาศักยพันธุ์ ( ๒๕๓๔ ) พบว่าน้ำพริกตาแดง ในปริมาณ ๑๐๐ กรัม มี ๑๔๗ . ๓๗ แคลอรี โปรตีน
    ๑๐ . ๑๔ กรัม ไขมัน ๕ . ๒๒ กรัม คาร์โบไฮเดรต ๑๔ . ๙๔ กรัม แคลเซียม ๙๗ . ๔๘ มิลลิกรัม วิตามินเอ ๑ , ๕๓๙ . ๘๗ อาร์อี วิตามินบีหนึ่ง
    ๐ . ๑๐ มิลลิกรัม วิตามินบีสอง ๐ . ๒๕ มิลลิกรัม ไนอะซิน ๓ . ๒๓ มิลลิกรัมและวิตามินซี ๑๐ . ๕๐ มิลลิกรัม

    แกงเห็ดถอบ

    เห็ดถอบ คือเห็ดเผาะ นิยมนำมาแกงใส่ยอดมะขาม ยอดส้มป่อย หรือยอดผักจ้ำ โดยจะใส่หมูสับด้วยก็ได้
    เครื่องแกง ได้แก่ พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ปลาร้า กะปิ เกลือ โดยโขลกเครื่องแกงเหล่านี้ด้วยกันให้ละเอียด นำไปผัดน้ำมันพร้อมกับหมูสับ
    เติมน้ำพอควร พอน้ำแกงเดือด ใส่เห็ดเผาะซึ่งผ่าซีกแล้วลงไป พอเห็ดสุกก็ใส่ยอดมะขาม ยอดส้มป่อยหรือยอดผักจ้ำ
    แล้วแต่จะหาได้ลงไปให้มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ปรุงรสตามชอบแล้วก็ยกลงได้

    จากการศึกษา อาหารไทยพื้นบ้านภาคเหนือ ของเสาวภา ศักยพันธุ์ ( ๒๕๓๔ ) พบว่า แกงเห็ดถอบ ปริมาณ ๑๐๐ กรัม มี ๗๑ . ๗๓ แคลอรี โปรตีน
    ๖ . ๗๕ กรัม ไขมัน ๑ . ๙๐กรัม คาร์โบไฮเดต๖ . ๗๕ กรัม แคลเซียม ๖๓ . ๙๗ มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส ๘๔ . ๕๑ มิลลิกรัม เหล็ก ๓ . ๑๙ มิลลิกรัม วิตามินเอ
    ๑๖๗ . ๑๕ อาร์อี วิตามินบีหนึ่ง ๐ . ๑๗ มิลลิกรัม วิตามินบีสอง ๑ . ๑๒ มิลลิกรัม ไนอะซิน ๒ . ๒๒ มิลลิกรัม และวิตามินซี ๑๑ . ๗๖ มิลลิกรัม

    นอกจาก เห็ดถอบ แล้วก็ยังมีเห็ดต่าง ๆ ที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้ ซึ่งอาจปรุงด้วยวิธีการแกง ทำเป็นน้ำพริกอย่าง น้ำพริกเห็ดหล่ม
    เอามายำกินอย่างไก่คือ เห็ดโคน เอามาทำเป็นเห็ดส้มกินก็มี

  29. สันติ

    การ กิน

    การละ เล่น

    การนอน

    การ เที่ยว

  30. จิราภรณ์ อรุณี

    ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากมายหลายแขนง แต่มักจะถูกมองว่าล้าหลัง คนบางกลุ่มจึงไม่ค่อยให้ความนิยมและสืบสานกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วภูมิปัญญาท้องถิ่นมักสืบทอดบอกกล่าวกันเป็นการภายใน เช่น สูตรทำอาหาร หรือตำรับตำราต่าง ๆ ทำให้ไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป อาจจำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 10 ลักษณะได้ดังนี้

    1. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา – ภูมิปัญญาประเภทนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เนื่องจากมีพื้นฐานทางความเชื่อในศาสนาที่แตกต่างกัน สำหรับภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยซึ่งเกี่ยวกับความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาเป็น หลักนั้นได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคม โดยการผสมผสานกับความเชื่อดังเดิมจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น
    2. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรม – เนื่องจากประเพณีและพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ดีงามที่คนในท้องถิ่นสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจคนในสังคม ภูมิปัญญาประเภทนี้จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในสังคมเป็นอย่างมากดัง จะเห็นได้จากประเพณีและพิธีกรรมที่สำคัญในประเทศไทยล้วนเกี่ยวข้องกับการ ดำเนินชีวิตของคนในสังคมแทบทั้งสิ้น
    3. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปะพื้นบ้าน – เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปต่างๆโดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันหลังจากนั้นได้สืบทอดโดยการพัฒนาอย่างไม่ขาดสายกลายเป็นศิลปะ ที่มีคุณค่าเฉพาะถิ่น
    4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับอาหารและผักพื้นบ้าน – นอกจากมนุษย์จะนำอาหารมาบริโภคเพื่อการอยู่รอดแล้ว มนุษย์ยังได้นำเทคนิคการถนอมอาหารและการปรุงอาหารมาใช้ เพื่อให้อาหารที่มีมากเกินความต้องการสามารถเก็บไว้บริโภคได้เป็นเวลานาน ซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังนำผักพื้นบ้านชนิดต่างๆมาบริโภคอีกด้วย
    5. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการละเล่นพื้นบ้าน – การละเล่นถือว่าเป็นการผ่อนคลายโดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งชอบความสนุกสนานเพลิด เพลิน ภูมิปัญญาทองถิ่นของไทยส่วนใหญ่จะใช้อุปกรณ์ในการละเล่นที่ประดิษฐ์มาจาก ธรรมชาติซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างกลมกลืน
    6. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม – ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของแต่ละภาคเราสามารถพบหลักฐานจากร่องรอยของศิลป วัฒนธรรมที่ปรากฏกระจายอยู่ทั่วไป เช่น สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทคนิค ความคิด ความเชื่อของบรรพบุรุษเป็นอย่างดี
    7. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับเพลงพื้นบ้าน – ภูมิปัญญาประเภทนี้ส่วนมากแสดงออกถึงความสนุกสนาน และยังเป็นคติสอนใจสำหรับคนในสังคม ซึ่งมีส่วนแตกต่างกันออกไปตามโลกทัศน์ของคนในภาคต่างๆ
    8. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสมุนไพรและตำรายาพื้นบ้าน – ภูมิปัญญาประเภทนี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของคนในอดีตและถ่ายทอดให้กับ คนรุ่นหลังถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นปัจจัยสี่ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ หากได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้
    9. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการประดิษฐกรรม – เทคโนโลยีและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยในแต่ละภาคนั้นถือเป็นการประดิษฐกรรมและ หัตถกรรมชั้นเยี่ยม ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจในการพัฒนาและส่งเสริมภูมิปัญญาประเภทนี้เท่า ที่ควร หากมีการเรียนรู้และสืบทอดความคิดเกี่ยบกับการประดิษฐกรรมและหัตถกรรมให้แก่ เยวชน จะเป็นการรักษาภูมิปัญญาของบรรพชนได้อีกทางหนึ่ง
    10. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ – เนื่องจากคนไทยมีอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำนา ทำไร่ จึงทำให้เกิดภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อ แก้ปัญหาหรืออ้อนวอนเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในการเพราะปลูกและเพื่อ เพิ่มผลิตผลทางการเกษตรดังจะเห็นได้จากพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตรทั่วทุก ภูมิภาคของไทย

    ตอบกลับ

  31. ด.ญ.แสงหลู่ วิทัศ ด.ช.สุรชัย ปินคตาเปี้ย

    1. เมื่อนำดอกแขมมาแล้วตาไว้ประมาณ 3 – 4 วัน ให้แห้ง

    2. นำดอกแขมมาตีให้ดอกออกให้หมด

    3. นำดอกแขมมาแยกขนาดความยาวของดอกหญ้า

    4. นำดอกหญ้าที่มีขนาดยาวมาไว้ถักเป็นกำแรก

    5. ถักดอกแขมให้เป็นตะเข็บกากบาท ( x )เรียงต่อกันเรื่อย ๆ (ดอกแขมแต่ละกำ ประมาณ 1 กำมือ)

    6. ทำไปเรื่อย ๆ ประมาณก้านละ 12 กำ

    7. ถักมัดด้ามของไม้กวาดให้เป็นมัดพอเหมาะสำหรับมือจับ

    8. ใช้มีดตัดด้ามออกพอเหมาะสำหรับมือจับ

    • ด.ญ. รมย์ระวี เทียนแป้น

      การแสดงพื้นเมืองภูมิปัญญาของภาคเหนือ

      1. การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ เป็นศิลปะการรำ และการละเล่น ที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า “ฟ้อน” มีลักษณะการแสดงลีลาท่ารำที่แช่มช้า อ่อนช้อย นุ่มนวล และสวยงาม แต่การแสดงบางชุดได้รับอิทธิพลจากศิลปะของพม่า เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนมาลัย ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนไต ฟ้อนกิงกะหร่า ฟ้อนโต ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนบายศรี ตีกลองสะบัดชัย ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนโยคีถวายไฟ การแต่งกายแบบพื้นบ้านภาคเหนือ ดนตรีที่ใช้คือ วงดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงสะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว

      การละเล่นพื้นเมืองภาคเหนือ

      ใน ภาคเหนือ ภูมิประเทศเป็นป่าเขา ต้นน้ำลำธาร อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ การทำมาหากินสะดวกสบาย ชาวเหนือจึงมีนิสัยอ่อนโยน ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจไมตรี การแสดงพื้นเมืองจึงมีลีลาอ่อนช้อย งดงามและอ่อนหวาน
      การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ เรียกกันว่า ฟ้อน มีผู้แสดงเป็นชุดเป็นหมู่ ร่ายรำท่าเหมือนกัน แต่งกายเหมือนกัน มีการแปรแถวแปรขบวนต่าง ๆ
      ลักษณะของการแสดงพื้นเมือง ได้แก่
      ลีลาการเคลื่อนไหว เป็นไปตามเอกลักษณ์ของแต่ละภาค
      เครื่องแต่งกาย เป็นลักษณะพื้นเมืองของภาคนั้น ๆ
      เครื่องดนตรี เป็นของท้องถิ่น ได้แก่ ปี่แน กลองตะโล้ดโป๊ด ฉาบใหญ่ ฆ้องโหม่ง ฆ้องหุ่ย
      เพลงบรรเลงและเพลงร้อง เป็นทำนองและสำเนียงท้อง

  32. ด.ช.ณัฐดนัย บุญศรี

    ขนมชั้น เป็นขนมไทยโบราณที่ใช้ในงานพิธีมงคล โดยมีความเชื่อว่าจะต้องหยอดขนมให้ได้ 9 ชั้น จึงจะเป็นศิริมงคลเจริญก้าวหน้าแก่เจ้าภาพ
    ส่วนผสมของขนมส่วนใหญ่จะเป็นกะทิ และน้ำตาล แป้ง 3 – 4 ชนิด
    ได้แก่
    1.แป้งมัน จะทำให้เนื้อขนมเนียน นุ่ม เหนียว หนืด ดูใสเป็นมัน
    2.แป้งท้าว จะทำให้เนื้อขนมเนียน เหนียว แข็ง แต่จะใสน้อยกว่าแป้งมัน
    3.แป้งข้าวเจ้า จะทำให้เนื้อขนมแข็ง และอยู่ตัว
    4.แป้งถั่วเขียว จะทำให้ขนมอยู่ตัว ไม่เหนียวมากเกินไป

  33. ด.ญ.แสงหลู่ วิทัศ ด.ช.สุรชัย ปินคตาเปี้ย

    ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local wisdom) ปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดให้ความหมายไว้อย่างชัดเจนแต่พอทำความเข้าใจได้ดังนี้ หมายถึง ความรู้หรือประสบการณ์ดั้งเดิมของประชาชนในท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดสืบ ต่อกันมาจากบรรพบุรุษหรือถ่ายทอดต่อกันจากสถาบันต่างๆ ในชุมชน เช่น จากสถาบันครอบครัว สถาบันความเชื่อและศาสนา สถาบันการเมืองการปกครอง สถาบันเศรษฐกิจ และสถาบันทางสังคมอื่น ๆ นอกจากนี้ กรมการศึกษานอกโรงเรียนให้ความหมายคำว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” นั้นเป็นการเชื่อมโยงไปถึงความรู้ประสบการณ์ตรงของคนในท้องถิ่น ที่ได้จากการสะสมประสบการณ์จากการทำงาน การประกอบอาชีพและการเรียนรู้จากธรรมชาติแวดล้อมต่างๆ และถ้าจะพิจารณาภูมิปัญญาท้องถิ่นเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแล้ว นั้นหมายถึง เทคนิควิทยาพื้นบ้านได้ด้วย โดยสถานวิจัยสังคมได้ให้คำจำกัดความว่า เทคโนโลยีนั้นเป็นความรู้ว่าจะทำสิ่งต่างๆ อย่างไร โดยมีองค์ประกอบ 2 ประการคือ เครื่องมือในการทำสิ่งนั้น ๆ และกระทบกันขั้นตอนในการทำสิ่งนั้น ๆ ซึ่งสามารถแยกได้ในลักษณะความรู้ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ที่มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและความจำเป็นในท้องถิ่น เช่น การประยุกต์ใช้พลังคน สัตว์ และธรรมชาติ ตลอดจนองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นหรือชุมชน ในอันที่จะเป็นทางเลือกในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่น การประยุกต์ใช้พลังคน สัตว์ และธรรมชาติ ตลอดจนองค์ความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นหรือชุมชน ในอันที่จะเป็นทางเลือกในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่น การประยุกต์แนวความคิดที่เป็นมรดกของคนไทยในการประกอบอาชีพ โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลักพิจารณากิจกรรมหรืออาชีพของชุมชน เช่น แถบพื้นที่หรือท้องถิ่นใดเป็นที่ราบลุ่ม กิจกรรมของชุมชนก็คือ การทำนา หรือการปั้นโอ่งและตุ่มน้ำจากดินเหนียว หรือการแกะสลักไม้เป็นเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยใช้ไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น เป็นต้น ในการสัมมนาทางวิชาการ โดยศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏสุรินทร์ ในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสร้างเครือข่าย นั้นได้ให้คำจำกัดความของคำว่า

    ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน (Local wisdom หรือ popular wisdom) คือพื้นฐานของความรู้ของชาวบ้านหรือคือความรอบรู้ของชาวบ้านที่เรียนรู้และมีประสบการณ์สืบต่อกันมาทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเรียนรู้จากผู้ใหญ่หรือที่เป็นความรู้สะสมสืบต่อกันมา

  34. ด.ญ. สนธยา ทองคำ ด.ญ. ชุติมา วงษ์อุบล

    ขนมชั้น เป็นขนมไทยโบราณที่ใช้ในงานพิธีมงคล โดยมีความเชื่อว่าจะต้องหยอดขนมให้ได้ 9 ชั้น จึงจะเป็นศิริมงคลเจริญก้าวหน้าแก่เจ้าภาพ

    ส่วนผสมของขนมส่วนใหญ่จะเป็นกะทิ และน้ำตาล แป้ง 3 – 4 ชนิด แล้วแต่สูตรและความชอบเนื้อขนมในแต่ละแบบ ซึ่งแป้งแต่ละอย่างก็จะมีคุณสมบัติทำให้ขนมมีเนื้อต่างกัน โดย

    แป้งมัน จะทำให้เนื้อขนมเนียน นุ่ม เหนียว หนืด ดูใสเป็นมัน
    แป้งท้าว จะทำให้เนื้อขนมเนียน เหนียว แข็ง แต่จะใสน้อยกว่าแป้งมัน
    แป้งข้าวเจ้า จะทำให้เนื้อขนมแข็ง และอยู่ตัว
    แป้งถั่วเขียว จะทำให้ขนมอยู่ตัว ไม่เหนียวมากเกินไป

  35. ด.ญ ศิขริน กดน้ำคำ

    1. แช่ถั่วเขียวประมาณ 1-2 ชั่วโมง นึ่งให้สุกนุ่ม แล้วบดให้ละเอียด
    2. หัวกะทิตั้งไฟอ่อนๆ ใส่นำตาลทรายลงเคี่ยวให้นำตาลละลายหมด ใส่ถั่วลงกวนกับกะทิตั้งไฟอ่อนๆ กวนให้แห้งจนถั่วล่อนออกจากกระทะ
    3. เทถั่วที่กวนได้ที่แล้วลงในถาดหรือชามพักไว้ให้เย็น
    4. ปั้นถั่วเป็นรูปผลไม้เล็กๆ ตามต้องการ แล้วระบายสีผลไม้ที่ปั้นไว้ให้เหมือนจริงพักไว้ให้สีแห้ง
    5. ผสมผงวุ้นกับน้ำเปล่าใส่หม้อตั้งไฟอ่อนๆ จนวุ้นละลายหมดยกลง วางพักไว้สักครู่
    6. นำผลไม้ที่ระบายสีไว้ ชุบวุ้นให้ทั่ว พักไว้ให้แห้งแล้วชุบอีก 2 ครั้ง ปล่อยให้แห้งจึงนำไปตกแต่งให้สวยงาม

    • ด.ญ ศิขริน กดน้ำคำ

      ส่วนผสม
      ถั่วเขียวเลาะเปลือก 1 1/3 ถ้วยตวง
      น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
      หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
      วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
      น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

      วิธีทำ

      1. แช่ถั่วเขียวประมาณ 1-2 ชั่วโมง นึ่งให้สุกนุ่ม แล้วบดให้ละเอียด
      2. หัวกะทิตั้งไฟอ่อนๆ ใส่นำตาลทรายลงเคี่ยวให้นำตาลละลายหมด ใส่ถั่วลงกวนกับกะทิตั้งไฟอ่อนๆ กวนให้แห้งจนถั่วล่อนออกจากกระทะ
      3. เทถั่วที่กวนได้ที่แล้วลงในถาดหรือชามพักไว้ให้เย็น
      4. ปั้นถั่วเป็นรูปผลไม้เล็กๆ ตามต้องการ แล้วระบายสีผลไม้ที่ปั้นไว้ให้เหมือนจริงพักไว้ให้สีแห้ง
      5. ผสมผงวุ้นกับน้ำเปล่าใส่หม้อตั้งไฟอ่อนๆ จนวุ้นละลายหมดยกลง วางพักไว้สักครู่
      6. นำผลไม้ที่ระบายสีไว้ ชุบวุ้นให้ทั่ว พักไว้ให้แห้งแล้วชุบอีก 2 ครั้ง ปล่อยให้แห้งจึงนำไปตกแต่งให้สวยงาม

    • ด.ญ สารภี ด.ญ นวรัตน์ ด.ช ธนกร

      ส่วนผสม
      ไข่เป็ด 5 ฟอง
      ไข่ไก่ 5 ฟอง
      แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
      น้ำตาลทราย 3 ถ้วยตวง
      น้ำลอยดอกไม้ 1 ถ้วยตวง

      วิธีทำ

      1. ต่อยไข่แยกเอาเฉพาะไข่แดง คนไข่แดงให้เข้ากันตีให้ขึ้นฟู
      2. ผสมน้ำตาลทรายและน้ำลอยดอกไม้เข้าด้วยกันในกระทะทอง เคี่ยวให้น้ำเชื่อมข้น
      3. เมื่อตีไขฟูดีแล้วใส่แป้งข้าวเจ้าลงคนให้ทั่วเร็วๆ
      4. ใช้กรวยใบตองสำหรับหยอดไข่แมงดา โดยตัดปลายให้กว้างกว่าที่ใช้ทฝอยทอง ตักไข่ใส่ในกรวยแล้วหยดลงในน้ำเชื่อม ที่กำลังเดือด ต้มต่ออีกประมาณ 2 นาที ตักขึ้นใส่ภาชนะ

  36. ด.ญ.ณัฐวดี ด.ญ.พรทิทย์ ด.ญ.พรพรรณ ด.ญ.เจติยา

    ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากมายหลายแขนง แต่มักจะถูกมองว่าล้าหลัง คนบางกลุ่มจึงไม่ค่อยให้ความนิยมและสืบสานกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วภูมิปัญญาท้องถิ่นมักสืบทอดบอกกล่าวกันเป็นการภายใน เช่น สูตรทำอาหาร หรือตำรับตำราต่าง ๆ ทำให้ไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป อาจจำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 10 ลักษณะได้ดังนี้

    1. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา – ภูมิปัญญาประเภทนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เนื่องจากมีพื้นฐานทางความเชื่อในศาสนาที่แตกต่างกัน สำหรับภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยซึ่งเกี่ยวกับความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาเป็น หลักนั้นได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคม โดยการผสมผสานกับความเชื่อดังเดิมจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น
    2. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรม – เนื่องจากประเพณีและพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ดีงามที่คนในท้องถิ่นสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจคนในสังคม ภูมิปัญญาประเภทนี้จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในสังคมเป็นอย่างมากดัง จะเห็นได้จากประเพณีและพิธีกรรมที่สำคัญในประเทศไทยล้วนเกี่ยวข้องกับการ ดำเนินชีวิตของคนในสังคมแทบทั้งสิ้น
    3. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปะพื้นบ้าน – เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปต่างๆโดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันหลังจากนั้นได้สืบทอดโดยการพัฒนาอย่างไม่ขาดสายกลายเป็นศิลปะ ที่มีคุณค่าเฉพาะถิ่น
    4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับอาหารและผักพื้นบ้าน – นอกจากมนุษย์จะนำอาหารมาบริโภคเพื่อการอยู่รอดแล้ว มนุษย์ยังได้นำเทคนิคการถนอมอาหารและการปรุงอาหารมาใช้ เพื่อให้อาหารที่มีมากเกินความต้องการสามารถเก็บไว้บริโภคได้เป็นเวลานาน ซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังนำผักพื้นบ้านชนิดต่างๆมาบริโภคอีกด้วย
    5. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการละเล่นพื้นบ้าน – การละเล่นถือว่าเป็นการผ่อนคลายโดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งชอบความสนุกสนานเพลิด เพลิน ภูมิปัญญาทองถิ่นของไทยส่วนใหญ่จะใช้อุปกรณ์ในการละเล่นที่ประดิษฐ์มาจาก ธรรมชาติซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างกลมกลืน
    6. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม – ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของแต่ละภาคเราสามารถพบหลักฐานจากร่องรอยของศิลป วัฒนธรรมที่ปรากฏกระจายอยู่ทั่วไป เช่น สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทคนิค ความคิด ความเชื่อของบรรพบุรุษเป็นอย่างดี
    7. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับเพลงพื้นบ้าน – ภูมิปัญญาประเภทนี้ส่วนมากแสดงออกถึงความสนุกสนาน และยังเป็นคติสอนใจสำหรับคนในสังคม ซึ่งมีส่วนแตกต่างกันออกไปตามโลกทัศน์ของคนในภาคต่างๆ
    8. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสมุนไพรและตำรายาพื้นบ้าน – ภูมิปัญญาประเภทนี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของคนในอดีตและถ่ายทอดให้กับ คนรุ่นหลังถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นปัจจัยสี่ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ หากได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้
    9. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการประดิษฐกรรม – เทคโนโลยีและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยในแต่ละภาคนั้นถือเป็นการประดิษฐกรรมและ หัตถกรรมชั้นเยี่ยม ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจในการพัฒนาและส่งเสริมภูมิปัญญาประเภทนี้เท่า ที่ควร หากมีการเรียนรู้และสืบทอดความคิดเกี่ยบกับการประดิษฐกรรมและหัตถกรรมให้แก่ เยวชน จะเป็นการรักษาภูมิปัญญาของบรรพชนได้อีกทางหนึ่ง
    10. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ – เนื่องจากคนไทยมีอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำนา ทำไร่ จึงทำให้เกิดภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อ แก้ปัญหาหรืออ้อนวอนเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในการเพราะปลูกและเพื่อ เพิ่มผลิตผลทางการเกษตรดังจะเห็นได้จากพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตรทั่วทุก ภูมิภาคของไทย

  37. ด.ญพัชรินทร์ ปวงรัตน์

    สังขยาฟักทองเครื่องปรุง
    ฟักทองลูกขนาดกลาง 1 ลูก
    กะทิ 1 กระป๋อง
    ไข่ไก่ 4 ฟอง
    น้ำตาลปิ๊ป 1 ถ้วย
    เกลือ ½ ช้อนชา
    ใบเตย 3-4 ใบ

    วิธีทำ
    1. เจาะช่องด้านบนของฟักทอง แล้วคว้านเม็ดฟักทองออกให้หมด
    วิธีทำสังขยาฟักทอง 1 เจาะช่องด้านบนของฟักทองแล้วคว้านเม็ดออกให้หมด

    2. ตอกไข่ใส่ชามผสมแล้วตีให้เข้ากัน
    วิธีทำสังขยาฟักทอง 2 ตอกไข่ใส่ชามผสมแล้วตีให้เข้ากัน

    3. ใส่กะทิลงไป คนให้เข้ากัน
    วิธีทำสังขยาฟักทอง 3 ใส่กะทิลงไป คนให้เข้ากัน

    4. ใส่น้ำตาลปี๊ป เกลือป่น และใส่ใบเตยลงไป
    วิธีทำสังขยาฟักทอง 4 ใส่น้ำตาลปี๊ป เกลือป่น และใบเตยลงไป

    5. ใช้ใบเตยบีบไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลละลายหมดและส่วนผสมเข้ากันดี
    วิธีทำสังขยาฟักทอง 5 ใช้ใบเตยบีบไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลละลายหมดและส่วนผสมเข้ากันดี

    6. นำส่วนผสมที่ได้กรองผ่านกระชอนใส่ลงในฟักทอง แล้วนำไปนึ่งประมาณ 45 นาทีหรือจนสังขยาสุก
    วิธีทำสังขยาฟักทอง 6 กรองส่วนผสมใส่ลงไปในฟักทองแล้วนำไปนึ่งประมาณ 45 นาที

    7. ตัดแบ่งเป็นชิ้น จากนั้นก็ยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ
    ตัดแบ่งเป็นชิ้น จากนั้นก็ยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ

  38. ขนมมอญ – กะละแมรามัญ กะละแม เป็นขนมหวานของชาวมอญ แต่เดิมจะทำขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น เพื่อนำไปทำบุญตักบาตร และแจกจ่ายญาติมิตรผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

    กะละแม มีที่มาที่ไม่แน่ชัดนัก ผู้รู้บางท่านตั้งข้อสังเกตุว่า ไม่น่าจะเป็นขนมหวานสายเลือดมอญแท้ แต่เป็นขนมหวานที่คนมอญเรียนรู้สูตรมาจากชาวโปรตุเกส เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ตั้งแต่ที่คนมอญยังรุ่งเรืองอยู่ ในอาณาจักรหงสาวดี ว่ากันว่า “กะละแม” มาจาก “คาราเมล” นั่นเอง เช่นเดียวกับขนมทองหยอด ฝอยทอง ของไทย ที่มาจากโปรตุเกสเช่นกัน และก็ด้วยความเป็นนักประดิษฐ์ประดอยของมอญ เมื่อรับสูตรคาราเมลมาแล้ว ก็ดัดแปลงปรับปรุงจนหน้าตาและรสชาติเป็น “กะละแม” อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน

    ส่วนผสมของกะละแม ประกอบด้วย น้ำกะทิ น้ำตาล และ ข้าวเหนียว บางอาจใช้แป้งข้าวเหนียว เพราะกวนง่าย ได้ที่เร็ว แต่ที่ชุมชนมอญบางจะเกร็ง นิยมข้าวเหนียวเม็ด เพราะเมื่อเคี้ยวจะได้รสชาติกรุบ ๆ และมันลิ้น จากส่วนผสมทั้ง ๓ ชนิด นำมากวนให้เข้ากัน จนกว่าจะได้ที่ใช้เวลาประมาณ ๗-๘ ชั่วโมง ต่อ ๑ กะทะใบบัวขนาดใหญ่ จุดเด่นของกะละแมที่นี่อย่างหนึ่ง คือ หีบห่อที่สะดุดตา ด้วยการบรรจุกะละแมลงในกาบหมาก ก่อนจะหั่นออกมาเป็นแว่น ๆ ขนาดพอคำ นอกจากได้ความแปลกแล้ว ยังได้กลิ่นหอมชวนกินจากกาบหมาก

    • ด.ช. สุเทพ จันทร์แสง

      ขนมมอญ – กะละแมรามัญ กะละแม เป็นขนมหวานของชาวมอญ แต่เดิมจะทำขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น เพื่อนำไปทำบุญตักบาตร และแจกจ่ายญาติมิตรผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

      กะละแม มีที่มาที่ไม่แน่ชัดนัก ผู้รู้บางท่านตั้งข้อสังเกตุว่า ไม่น่าจะเป็นขนมหวานสายเลือดมอญแท้ แต่เป็นขนมหวานที่คนมอญเรียนรู้สูตรมาจากชาวโปรตุเกส เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ตั้งแต่ที่คนมอญยังรุ่งเรืองอยู่ ในอาณาจักรหงสาวดี ว่ากันว่า “กะละแม” มาจาก “คาราเมล” นั่นเอง เช่นเดียวกับขนมทองหยอด ฝอยทอง ของไทย ที่มาจากโปรตุเกสเช่นกัน และก็ด้วยความเป็นนักประดิษฐ์ประดอยของมอญ เมื่อรับสูตรคาราเมลมาแล้ว ก็ดัดแปลงปรับปรุงจนหน้าตาและรสชาติเป็น “กะละแม” อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน

      ส่วนผสมของกะละแม ประกอบด้วย น้ำกะทิ น้ำตาล และ ข้าวเหนียว บางอาจใช้แป้งข้าวเหนียว เพราะกวนง่าย ได้ที่เร็ว แต่ที่ชุมชนมอญบางจะเกร็ง นิยมข้าวเหนียวเม็ด เพราะเมื่อเคี้ยวจะได้รสชาติกรุบ ๆ และมันลิ้น จากส่วนผสมทั้ง ๓ ชนิด นำมากวนให้เข้ากัน จนกว่าจะได้ที่ใช้เวลาประมาณ ๗-๘ ชั่วโมง ต่อ ๑ กะทะใบบัวขนาดใหญ่ จุดเด่นของกะละแมที่นี่อย่างหนึ่ง คือ หีบห่อที่สะดุดตา ด้วยการบรรจุกะละแมลงในกาบหมาก ก่อนจะหั่นออกมาเป็นแว่น ๆ ขนาดพอคำ นอกจากได้ความแปลกแล้ว ยังได้กลิ่นหอมชวนกินจากกาบหมาก

  39. สิริกัญญา สิงห์แก้ว - กัญจนพร สุวรรณ์

    ขนมหม้อแกง หรือ ขนมกุมภมาศ คือขนมที่ใช้ไข่ แป้ง และกะทิเป็นส่วนประกอบสำคัญ นำผสมกันในถาดตามสัดส่วน แล้วจึงนำไปอบจนหน้าของขนมหม้อแกงมีสีน้ำตาลทอง น่ารับประทาน ปัจจุบันมีการทำเผือก เม็ดบัว ถั่ว และหอมเจียว มาผสม และแต่งหน้าขนมหม้อแกง ทำให้ขนมหม้อแกงมีรสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้น

    [แก้] ประวัติ
    ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นับว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของราชอาณาจักรอยุธยา เพราะเป็นยุคที่ไม่มีศึก สงคราม อีกทั้งยังมีคณะทูต และบาทหลวงจากประเทศต่างๆ เข้ามาเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับอาณาจักรอยุธยาเป็นจำนวนมาก ในเวลานี้เองมีขุนนางผู้หนึ่งชื่อคอนสแตนติน ฟอลคอน ผู้ซึ่งเป็นคนฉลาด หลักแหลม และมีไหวพริวในด้านการค้ามากกว่าพ่อค้าใดๆทั้งหมด จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ดำรงตำแหน่ง พยุหเสนา และเป็นตัวกลางทางด้านการค้าของอาณาจักรอยุธยาและประเทศฝรั่งเศส ต่อมาได้แต่งงานกับนางมารี กีมาร์ หรือ ท้าวทองกีบม้า หลังจากที่พระเพทราชาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เนื่องจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีอาการประชวนหนัก พระเพทราชาจึงได้สั่งประหารชีวิตพระยาวิชาเยนทร์ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ทำให้ท้าวทองกีบม้าถูกนำตัวไปจำคุกเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี จึงถูกปล่อยตัว แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องทำขนมหวานมาส่งในวังตามอัตราที่กำหนดไว้ ด้วยเหตุที่ว่าท้าวทองกีบม้ามีชื่อเสียงในด้านการทำอาหารคาวหวาน เหตุการณ์ในครั้งนี้นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนโฉมหน้าของขนมไทยครั้งสำคัญ เพราะท้าวทองกีบม้าได้เริ่มทำขนมที่ใช้ไข่มาเป็นส่วนประกอบหลัก อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมผิง ขนมพล ขนมโปร่ง ขนมทองม้วน ขนมสัมปันนี และ’[[สื่อ:ขนมหม้อแกง]]’ตัวหนา’ ด้วยรสชาติของไข่และน้ำตาลซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของขนมหม้อแกง ทำให้ขนมหม้อแกงได้รับความนิยมชมชอบจากชนชั้นสูงในวัง และได้รับการขนานนามว่า สื่อ:ขนมกุมภมาส’[[ไฟล์:]]ต่อมาเมื่อลูกมือในบ้านของท้าวทองกีบม้าได้แต่งงาน ก็ได้นำสูตรและวิธีการทำขนมหม้อแกงออกมาถ่ายทอด ทำให้ชาวบ้าน คนธรรมดา ได้มีโอกาสรู้จักกับขนมหม้อแกง

    เมื่อปีพ.ศ. 2529 จังหวัดเพชรบุรี ได้มีการบูรณะพระนครคีรีให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นทำขนมหม้อแกงที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นออกมาจำหน่าย ทำให้ขนมหม้อแกงเป็นขนมที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเพชรบุรี

    [แก้] ขนมหม้อแกงสมัยก่อน
    ขนมหม้อแกงสมัยก่อนจะทำกินกันเฉพาะในงานสำคัญ เช่น งานบวช หรืองานแต่งงาน ซึ่งขนมหม้อแกงนั้นจะถูกอบในเตาถ่านที่ใช้แผ่นสังกะสีมาคลุมบนถาดขนม แล้วใช้ถ่านหรือกาบมะพร้าวจุดไฟ แล้วเกลี่ยให้ทั่วสังกะสี ขนมหม้อแกงจะได้รับความร้อนทั้งด้านบน และด้านล่าง ทำให้หน้าของขนมหม้อแกงมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลทอง

  40. ด.ญ.ประภัสสร ปันทะวงค์

    ส่วนประกอบ

    1.แป้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว
    2. น้ำตาล
    3. ใบตอง
    4. มะพร้าว ถั่วเหลือง
    5. น้ำมัน
    6. น้ำ
    7. สาหร่ายเกลียวทองชนิดแคปซูล

    วิธีทำ

    1. ตัดใบตองตากไว้กลางแดด ประมาณ 2 -4 ชั่วโมง
    2. เมื่อใบตองอ่อนตัวแล้ว ตัดเป็นรูป 5 เหลี่ยม ความยาวตามต้องการ
    3. ทำไส้หวานหรือไส้เค็ม (หรือรสที่ชอบ) แล้วใส่สาหร่ายเกลียวทองลงไปประมาณ 4-5 แคปซูล หรือตามใจชอบเช่นกัน
    4 นำแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวมาผสมให้เข้ากัน ในอัตราส่วน 1: 1/2 การที่ใส่ทั้งแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวก็เพื่อไม่ให้แป้งนั้นแข็งตัว จากนั้นนวดให้เข้ากันด้วยน้ำธรรมดา
    5. ปั้นแป้ง ยัดไส้ที่ชอบ แล้วห่อด้วยใบตอง
    6. นำไปนึ่งให้สุกโดยใช้ไฟปานกลาง นึ่งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วนำออกจากเตา เป็นอันเสร็จวิธีการทำ

    เสร็จแล้ว เมนูง่ายๆ รสชาติอร่อย เหมาะเป็นของหวาน หรืออาหารว่าง

  41. ด.ญ.แสงหลู่ วิทัศ ด.ช.สุรชัย ปินคตาเปี้ย

    ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ความรู้ของชาวบ้าน ซึ่งเรียนรู้มาจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง หรือผู้มีความรู้ในหมู่บ้านในท้องถิ่นต่างๆ ความรู้เหล่านี้สอนให้เด็กเคารพผู้ใหญ่ มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ และผู้มีพระคุณ มีความเอื้ออาทรต่อคนอื่น รู้จักช่วยเหลือแบ่งปันข้าวของของตนให้แก่ผู้อื่น ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาเป็นความรู้ที่มีคุณธรรม สอนให้คนเป็นคนดี สอนให้คนเคารพธรรมชาติ รู้จักพึ่งพาอาศัยธรรมชาติโดยไม่ทำลาย ให้เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และคนที่ล่วงลับไปแล้ว

    ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นความรู้เรื่องการทำมาหากิน เช่น การจับปลา การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ การทอผ้า ทอเสื่อ การสานตระกร้าและเครื่องใช้ด้วยไม้ไผ่ ด้วยหวาย การทำเครื่องปั้นดินเผา การทำเครื่องมือทางการเกษตร นอกจากนั้น ยังมีศิลปะดนตรี การฟ้อนรำ และการละเล่นต่างๆ การรักษาโรคด้วยวิธีต่างๆ เช่น การใช้ยาสมุนไพร การนวด เป็นต้น ภูมิปัญญาเหล่านี้เป็นความรู้ความสามารถที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ และถ่ายทอดมาให้เรา มีวิธีการหลายอย่างที่ทำให้ความรู้เหล่านี้เกิดประโยชน์แก่สังคมปัจจุบัน ด้วย

  42. ด.ช.อานนท์ เทพมา ด.ช.เกี่ยรติศักดิ์ ศิริวิคำ

    “สูตรข้าวเบือ” ที่ใช้ข้าวเหนียวมาแช่น้ำ แล้วป่นใส่ในอาหารเพิ่มรสชาติ

    อย่าง ไรก็ตาม เฉพาะที่สกลนคร มีเครื่องปรุงรสที่แปลกออกไป โดยชาวบ้านใช้ใบของผักพื้นบ้านหลายชนิดตากแดดให้แห้ง แล้วตำให้ละเอียดแล้วผสมกัน เก็บไว้ใส่อาหารเวลาต้มแกง หรือที่เรียกว่า ผงนัว

    สำหรับผักที่ใช้ทำผงนัวมี 12 ชนิด ได้แก่ ใบผักหวาน, ใบมะรุม, ใบหม่อน, ใบกระเทียม, ใบหอม, ใบมะขาม, ใบกระเจี๊ยบ, ผักโขมทั้งต้น, ใบส้มป่อย, ใบน้อยหน่า, ใบชะมวง, ใบกุยช่าย เลือกใบที่ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป โดยผสมผักพื้นบ้านในอัตราส่วนที่ต่างกันไป แต่ที่มีอัตราส่วนปริมาณมากคือผักหวานและใบหม่อน รองลงมาเป็นใบมะรุม และที่ใส่ลงไปน้อยสุดคือใบน้อยหน่า เนื่องจากมีการถ่ายทอดมาว่าใบน้อยหน่ามีพิษ ซึ่งคนสมัยโบราณนำใบน้อยหน้ามาฆ่าเหา แต่อะไรก็แล้วแต่ถ้ามีพิษ และมีรสขมหากใส่แต่น้อยถือว่าเป็นยา ขณะเดียวกันชาวบ้านยังใช้ใบน้อยหน่ามาแกงกินได้

  43. อมรรัตน์ ดารุณี

    ขนมจ๊อก

    อาหารหวานของทางภาคเหนือ และถือเป็นของหวานที่เป็นขนมยอดนิยม ทำกันทุกบ้านในเวลาเทศกาลโดยเฉพาะ สงกรานต์ หรือเทศกาลเข้าพรรษา เดือนยี่เป็ง เวลาไปทำบุญที่วัด เราจะพบเห็นขนมพื้นบ้านที่ทุกบ้านจะนิยมทำ คือ “ขนมจ๊อก” คำว่า “จ๊อก” เป็นคำกริยาที่หมายถึง การทำสิ่งของให้มีลักษณะเป็นคล้ายๆ กระจุก มียอดแหลม คือ การห่อขนมเทียนของทางภาค กลางนั่นเอง ขนมจ๊อกของภาคเหนือดั้งเดิมนิยมทำไส้หวานจากมะพร้าวเท่านั้น ไม่นิยมทำไส้ถั่วหรือไส้เค็มเลย
    เครื่องปรุง
    แป้งข้าวเหนียว ๕ ถ้วยตวง
    น้ำ ๓ ถ้วยตวง
    เกลือป่น ๑ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
    วิธีทำ
    ๑. นวดแป้งโดยใส่น้ำทีละน้อย ขณะที่กำลังนวดใส่เกลือป่นลงไปด้วย นวดจนกระทั่งแป้งนิ่ม เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดฝา หรือใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำพอหมาดคลุมไว้ (จะใช้หัวกะทิสำหรับนวดก็ได้)
    ๒. ใส่มะพร้าวกับน้ำตาลปีบลงในกะทะหรือหม้อ ตั้งไฟกลาง คนไปจนกระทั่งเหนียวปั้นได้ ยกลง
    ๓. ปั้นไส้เป็นก้อนกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑/๒ นิ้ว
    ๔. นำแป้งมาปั้นให้กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้ว แผ่ออก นำไส้ขนมที่ปั้นไว้มาใส่ตรงกลาง แล้วห่อแป้งหุ้ม ไส้ขนมให้มิดห่อด้วยใบตองที่เตรียมไว้
    ๕. เรียงขนมที่ห่อเรียบร้อยแล้ว ลงในลังถึง นึ่งไฟกลางประมาณ ๓๕ นาที พอสุกยกลง

  44. ด.ช.อนุสินธิ์ ด.ช.รัฐศาสตร์

    ประวัติโคมลอย
    โคม ลอย หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า ว่าวหรือ โกม ยังแยกเป็นว่าวลม คือ ใช้ปล่อยในเวลากลางวัน และว่าวไฟใช้ปล่อยเวลากลางคืนโคมลอยมีลักษณะคล้ายลูกบอลลูน วัตถุประสงค์
    ในการปล่อยโคมลอยโดยทั่วไปแล้วชาวบ้านจะมีความเชื่อกันคือ
    1. เพื่อทำเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา
    2. เพื่อให้โคมนั้นช่วยนำเอาเคราะห์ร้าย ภัยพิบัติต่างๆ ให้หายไปจากหมู่บ้าน
    3. เพื่อความสนุกสนานรื่นเริงในเทศกาลต่างๆ
    วิธีทำ
    การทำโคมลอยนั้นในแต่ละหมู่บ้านก็จะมีคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำ การทำโคมจะ
    ร่วม กันทั้งหมู่บ้าน เมื่อรู้ข่าวว่าจะมีการปล่อยโคม ก็จะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ชาวบ้าน ต่างก็จะเอากระดาษที่เรียกกันว่า กระดาษว่าว มีสีต่างๆ กันหลายสีมารวมกันที่วัด ช่วยกันทำ โดยจะมีเจ้าตำรับหรือชาวบ้านจะเรียกว่า “เจ้าต่ำฮา” ได้กล่าวไว้ว่า จะใช้กระดาษเนื้อบาง ติดประกอบกันเป็นรูปทรงต่าง ๆ ส่วนใหญ่ทำเป็นลักษณะของถุงลมก้นใหญ่ วงปากแคบ กระดาษที่ใช้ทำนั้น จะใช้กระดาษสีเดียวหรือหลาย สี ก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ ในสมัยก่อนนิยมมาช่วยกันทำที่วัด เพราะต้องใช้ สถานที่ทำเป็นลานกว้าง (เจ้าตำรา) เป็นคนคอยควบคุมดูแลให้เป็นไปตามตำรา ต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือจนเสร็จ
    วิธีปล่อย
    เมื่อทำเสร็จแล้วก็ ต้องรอฤกษ์ในการปล่อย จนกระทั่งได้เวลาเหมาะแล้วก็จะช่วยกัน บ้างก็ถือไม้ค้ำยันไว้ เพื่อให้โคมลอยทรงตัวได้ อีกพวกหนึ่งก็เอาเชื้อเพลิงซึ่งจะใช้ผ้าชุบน้ำมันยางเผาหรือใช้ชัน ซึ่งเรียกกันว่า ขี้ขะย้า เผาเพื่อให้เกิดควัน นอกนั้นอยู่รอบๆ โดยเฉพาะพวกเด็กๆ จะมาห้อมล้อมดูด้วยความสนใจ บางทีก็จะมีกองเชียร์คือ กลองซิ่งม่องตีกันอย่างสนุกสนาน เมื่ออัดควันเข้าเต็มที่แล้วก็จะปล่อยขึ้นไปก็จะมีเสียงประทัดดังสนั่นหวั่น ไหว กลองเชียร์ก็เร่งเร้าทำนองกลองให้ตื่นเต้นเร้าใจ
    การปล่อยว่าวหรือ โคมลอยนี้ ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า เพื่อให้ว่าวได้นำเอาเคราะห์ร้ายภัยพิบัติต่าง ๆ ออกไปจากหมู่บ้าน ดังนั้นว่าวหรือโคมลอยที่ปล่อยขึ้นไป ถ้าไปตกในบ้านใครบ้านนั้นต้องจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อล้างเสนียด จัญไรทั้งปวงออกไป นอกจากนี้ ยังถือกันว่าเป็นการทำเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเพื่อความสนุกสนาน สร้างความสามัคคีในหมู่บ้านอีกด้วยในปัจจุบันนี้ ก็ได้เริ่มนำเอาโคมลอยมาปล่อยในประเพณีสำคัญ ๆ เช่น งานล่องสะเปา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา งานลอยกระทง และงานที่เป็นสิริมงคลและอวมงคล

  45. นฤพัฒน์ วิศรุต

    เดือนยี่ เป็นเดือนหนึ่ง ตามจันทรคติของภาคเหนือ ซึ่งในหนึ่งปีจะแบ่งเดือนออกเป็น 12 เดือน เช่นเดียวกับการนับเดือนทางจันทรคติของภาคกลาง แต่ชื่อเดือนของชาวภาคเหนือจ ะมีชื่อเรียกที่แตกต่าง และไม่ตรงกับของ ภาคกลาง เปรียบเทียบได้ดังนี้

    1. เดือนเกี๋ยง คือ เดือนที่ 1 ของภาคเหนือ ตรงกับเดือน สิบเอ็ดของภาคกลาง

    2. เดือนยี่ คือ เดือนที่ 2 ของภาคเหนือ ตรงกับเดือนสิบ สองของภาคกลาง

    3. เดือนสาม ตรงกับเดือน อ้าย ของภาคกลาง

    4. เดือนสี่ ตรงกับเดือน ยี่ ของภาคกลาง

    5. เดือนห้า ตรงกับเดือน สาม ของภาคกลาง

    6. เดือนหก ตรงกับเดือน สี่ ของภาคกลาง

    7. เดือนเจ็ด ตรงกับเดือน ห้า ของภาคกลาง

    8. เดือนแปด ตรงกับเดือน หก ของภาคกลาง

    9. เดือนเก้า ตรงกับเดือน เจ็ด ของภาคกลาง

    10. เดือนสิบ ตรงกับเดือน แปด ของภาคกลาง

    11. เดือนสิบเอ็ด ตรงกับเดือน เก้า ของภาคกลาง

    12. เดือนสิบสอง ตรงกับเดือน สิบ ของภาคกลาง

    เดือนยี่ของชาวเหนือจึงเป็นเดือนสิบสองของภาคกลาง ส่วนคำว่า “ เป็ง ” เป็นคำในภาษาคำเมืองหมายถึง พระจันทร์เต็มดวง ดังนั้นวัน “ ยี่เป็ง ” จึงหมายถึงวันพระจันทร์เต็มดวงในเดือนยี่ หรือเดือนสิบสองของภาคกลาง ซึ่งก็คือวันลอยกระทง ที่เป็นวันที่รู้จักกันโดยทั่วไป

  46. ด.ญ. เกวรินทร์ สารพรม และด.ญ. ศิริพร สุภาแดง

    ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับเครื่องปรุงในอาหารภาคเหนือเครื่องปรุงรสในอาหารเหนือ

    ปลาร้า คือการหมักปลากับเกลือจนเป็นปลาร้า ใช้ใส่ในอาหารหลายอย่าง
    น้ำปู๋ คือ การเอาปูนาตัวเล็ก ๆ มาโขลก แล้วนำไปเคี่ยว กรองเอาแต่น้ำปู๋ ใส่ข่า ตะไคร้ เคี่ยวต่อจนข้น น้ำปู๋จะมีสีดำ
    มีความข้นพอ ๆ กับกะปิ การเก็บจะบรรจุใส่ขวดหรือกล่องเล็ก ๆ ปากกว้าง เก็บไว้ได้นาน
    ถั่วเน่าแผ่น ( ถั่วเน่าแค่บ ) คือถั่วเหลืองต้ม หมักกับเกลือจนนุ่ม นำไปโม่แล้วละเลงเป็นแผ่น ตากแดดให้แห้ง ใช้แทนกะปิ
    ถั่วเน่าเมอะ คือถั่วเหลืองต้มหมักกับเกลือ ห่อใบตองให้มีกลิ่น ใช้ทำน้ำพริก ใช้ผัด หรือปิ้งรับประทานกับข้าว
    มะแขว่น เป็นเครื่องเทศทางเหนือ มีลักษณะเป็นพวงติดกัน เม็ดกลม เปลือกสีน้ำตาลเข้ม เปลือกจะอ้าเห็นเมล็ดข้างในสีดำกลม กลิ่นหอม มีรสเผ็ดเล็กน้อย
    มะแหลบ ลักษณะเมล็ดแบน กลิ่นหอมอ่อนกว่ามะแขว่น
    ผักและเครื่องเทศทางภาคเหนือ จะเป็นผักเฉพาะถิ่น ผักบางชนิดจะคล้ายกับผักทางภาคอีสาน แต่เรียกชื่อต่างกัน ทางภาคเหนือจะมีเครื่องเทศเฉพาะคือ มะแขว่น กับมะแหล่บ อาหารภาคเหนือรสจะออกไปทางเค็มกับเผ็ด แต่ไม่เผ็ดจัด รสหวานไม่นิยม หากจะมีความหวานในอาหารบ้างก็จะได้มาจากเครื่องปรุงในอาหารนั้น ๆ ไม่นิยมใช้น้ำตาล แต่จะนิยมใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร อาการส่วนใหญ่จะผัดด้วยน้ำมัน เครื่องจิ้มก็จะเป็นน้ำพริกเป็นส่วนใหญ่ ผักที่ใช้จิ้ม ส่วนใหญ่จะเป็นผักนึ่ง

    ผักปู่ย่า ขึ้นในป่า ลักษณะเป็นพุ่ม ดอกสีเขียวอมชมพูน้ำตาล มีหนามถ้าดอกสีเหลืองจะมีรสเปรี้ยว ใช้ทำยำ นอกจากนี้ผักปู่ย่า ยังมีผักที่ขึ้นตามป่า แล้วนำมาปรุงอาหาร หรือใช้เป็นผักจิ้มอีกหลายชนิด เช่น ผักสลิดจะมีรสขม ผักห้วนหมู จะมีใบใหญ่ สีเขียวเข้ม รสขม ผักกานถึง ใบเล็ก ๆ แหลม ๆ มีรสหวาน เวลาเด็ด เด็ดเป็นยอด นอกจากนี้ยังมีผักป่าอีกหลายชนิด
    นอกจากผักป่าแล้วยังมีเห็ดชนิดต่าง ๆ ที่เกิดตามป่าและเก็บมารับประทาน เช่น เห็ดแดง เห็ดเผาะ ( เห็ดถอบ ) เห็ดหูหนูลัวะ คือ เห็ดหูหนู

    ผักขี้หูด ลักษณะของผักจะเป็นฝัก ขึ้นเป็นช่อ ฝักเล็กขนาด ? ซม. ยาว 7-8 ซม. ดอกสีม่วงสวย กินสดโดยจิ้ม กับน้ำพริก น้ำผัก หรือ ต้ม นึ่งกินกับน้ำพริกอ่อง ผักขี้หูดเป็นผักฤดูหนาว ใบคลายใบผักกาด จะใช้เฉพาะส่วนที่เป็นฝัก รสเผ็ดเล็กน้อย แต่ถ้าต้มสุกแล้วจะหวาน ผักกาดตอง ใบคล้ายใบพลู แต่ใบสั้นกว่า สีเขียวออกขาว กลิ่นหอมฉุน ใช้กินกับลาบ
    หอมด่วน คือ ผักชี อาหารภาคเหนือส่วนใหญ่นิยมโรยด้วย ผักชีหั่นฝอย
    ยี่หร่า ลักษณะใบฝอย สีเขียวเข้ม ใช้จิ้มน้ำพริก น้ำผัก น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกตาแดง และใส่แกงต่างๆ
    หยวกกล้วย จะใช้หยวกกล้วยป่า โดยใช้แกนให้มาทำแกงหรือต้มจิ้มน้ำพริก
    บ่าค้อนก้อม คือ มะรุม ใช้แกงส้ม
    บ่าริดไม้ คือ ลิ้นหมา ลักษณะเป็นฝัก ยาวประมาณ 10 – 15 นิ้ว ฝักจะมีลักษณะแบน กว้าง 3 นิ้ว ต้มให้นุ่มใช้ จิ้มน้ำพริก มีรสขม เป็นยาระบาย มีสีเขียวขี้ม้า
    บ่าหนุน จะใช้ขนุนอ่อน โดยเด็ดเอาขนุนที่ออกลูกมากเกินไป และจำเป็นต้องเด็ดออกเสียบ้าง เพื่อจะได้ไม่แย่งอาหาร กันมาก ขนุนอ่อนนี้ใช้ทำแกง หรือต้มจิ้มน้ำพริก
    ดอกงิ้ว คือดอกนุ่นพันธุ์พื้นเมือง
    พริกหนุ่ม เป็นพริกทางเหนือ มีลักษณะยาวเรียว พริกหนุ่มสด จะมีสีเขียวอมเหลือง
    ดอกลิงแลว เป็นดอกเล็ก ๆ สีม่วง มีลักษณะคล้ายกล้วยไม้ที่เพิ่งแตกดอก คือเป็นปุ่มเล็ก ๆ ปลายดอกเรียว โคนใหญ
    ตัวดอกนุ่ม ลักษณะใบจะยาวคล้ายใบหมาก มีรสหวาน ใช้ทำแกงแค หรือ แกงเลียง
    ตูน คือ คูน ต้นคล้ายต้นบอล แต่เปลือกสีเขียวนวลไม่คันเมื่อมือถูกยางคูน เนื้อตูนสีขาว เนื้อฟ่าม กินสดได้ โดยกินกับตำส้มโอ ตำมะม่วง
    ผักหระ คือ ชะอม กินได้ทั้งสดและทำให้สุก นิยมกินกับตำมะม่วง ตำส้มโอ หรือ ใส่แกง เช่น แกงแค เป็นต้น
    ผักหนอก คือใบบัวบก กินสดกับน้ำพริกหรือแนม หรือกินแกล้มกับยำต่าง ๆ
    หัวปี๋ ( ปลี ) คือหัวปลี กินได้ทั้งสดและทำให้สุก เช่น กินสดจิ้มกับน้ำพริกอ่อง ทำสุก เช่น ใช้แกงกับปลาย่าง ต้มสุกจิ้มน้ำพริก ปลีกล้วยที่นิยมกินกัน คือ ปลีกล้วยน้ำว้า กับปลีกล้วยป่า
    ดอกแก ( ดอกแค ) ดอกแคที่นิยมกินกันมีสองสี คือแคขาวกบแคแดง ใช้ทำแกง หรือ ต้มจิ้มน้ำพริก ยอดแคก็กินได้
    หน่อไม้ไร่ มีลักษณะเล็กยาว มีรสขื่นและขม นิยมเอามาทำเป็นหน่อไม้ปีป นอกจากจะเก็บได้นานแล้ว ยังทำให้รสขื่นและขมของหน่อไม้คลายลง หน่อไม้ไร่ปีปนิยมทำหน่ออั่ว ยำหน่อไม้และผัด
    มะเขือส้ม คือมะเขือลูกเล็ก ๆ ที่ติดกันเป็นพวง มีรสเปรี้ยวอมหวาน

  47. สิริกัญญา สิงห์แก้ว - กัญจนพร สุวรรณ์

    ฝอยทอง (โปรตุเกส: fios de ovos) [1] เป็นขนมโปรตุเกส ลักษณะเป็นเส้นฝอยๆ สีทอง ทำจากไข่แดงของไข่เป็ด เคี่ยวในน้ำเดือดและน้ำตาลทราย ชาวโปรตุเกสใช้รับประทานกับขนมปัง กับอาหารมื้อหลักจำพวกเนื้อสัตว์ และใช้รับประทานกับขนมเค้ก [2] โดยมีกำเนิดจากเมืองอาไวโร่ (โปรตุเกส: Aveiro) เมืองชายฝั่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปรตุเกส

    ฝอยทองแพร่เข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับทองหยิบและทองหยอด ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดย ดอนญ่า มารี กีมาร์ เดอปิน่า (ท้าวทองกีบม้า, พ.ศ. 2202-2265) ลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่น ภริยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ท้าวทองกีบม้ามีหน้าที่เป็นหัวหน้าห้องเครื่องต้น เป็นผู้ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตจากฝรั่งเศสที่มาเยือนกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น

แสดงความเห็นหน่อยนะ

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com . The Adventure Journal Theme.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 861 other followers